ในคดีนี้
โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ (ป.อ. มาตรา 177,
179, 180, 181) และเรียกค่าเสียหาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า
ศาลชั้นต้นได้กำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวันนัดกลับมีคำสั่ง
"งดไต่สวนมูลฟ้อง" และพิพากษายกฟ้องทันที
โจทก์จึงมองว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่
228/2568
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง;
ป.วิ.อ. มาตรา 167 มาตรา 170
คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์
ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้องโดยไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง
หรือนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้อง
หรือไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องก็ได้
เพราะเป็นดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยชี้ขาดได้
และมีคำสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องแล้วนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา
ย่อมมีอำนาจกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยงดไต่สวนมูลฟ้อง
หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาต่อไป
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 และมาตรา 216
เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
โจทก์ควรใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มาตรา 216 ประกอบมาตรา 221
แต่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องใหม่หลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว
จึงไม่เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา
ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ว่า
ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์
ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็วและชอบด้วยกฎหมาย
Ø ศาลสามารถพิพากษายกฟ้องโดย
ไม่นัดไต่สวนมูลฟ้อง เลยก็ได้
Ø ศาลสามารถนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้ว
แต่ภายหลัง งดการไต่สวนและพิพากษายกฟ้อง ก็ได้
Ø หรือไต่สวนแล้วจึงยกฟ้องก็ได้
ดังนั้น
การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดไต่สวนและยกฟ้อง
ย่อมเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษายืน
(คือพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3)
