คำพิพากษาฎีกาที่
243/2568
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง;
ป.วิ.อ.มาตรา 19 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534
มาตรา 4
ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
พ.ศ.2534 มาตรา 4 มูลคดีเกิดขึ้นทั้งสถานที่จำเลยออกหรือสั่งจ่ายเช็คและท้องที่ที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเป็นความผิดที่ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน
สถานที่จำเลยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับและส่งมอบให้โจทก์ร่วมทำที่บ้าน ป.
โจทก์ร่วมนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ก. สาขาช้างเผือก
ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
มูลคดีเกิดขึ้นในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นสถานที่จำเลยออกเช็ค
และในท้องที่สถานีตำรวจภูธรช้างเผือกซึ่งเป็นสถานที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรทั้ง 2 แห่ง ต่างมีอำนาจสอบสวน
โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะเลือกแจ้งความร้องทุกข์ได้
พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ มีอำนาจสอบสวน โจทก์มีอำนาจฟ้อง
ชุดคำถามที่ออกแบบมาเพื่อให้คำตอบสอดคล้องกับหลักกฎหมายใน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 243/2568 โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ครอบคลุมทั้งประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง
หมวดที่ 1:
เขตอำนาจสอบสวน
คำถามที่ 1:
"กรณีที่ลูกหนี้เซ็นสั่งจ่ายเช็คในท้องที่หนึ่ง
(เช่น อำเภอเมือง) แต่ธนาคารเจ้าของบัญชีที่ปฏิเสธการจ่ายเงินอยู่อีกท้องที่หนึ่ง
(เช่น อำเภอช้างเผือก)
ผู้เสียหายจะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจใดจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
ผู้เสียหายมีสิทธิเลือกแจ้งความได้ทั้ง 2 ท้องที่
เพราะถือเป็นความผิดต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน
ทั้งสถานที่ออกเช็คและสถานที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
พนักงานสอบสวนของทั้งสองแห่งต่างมีอำนาจสอบสวน
คำถามที่ 2:
"หากผู้เสียหายเลือกแจ้งความในท้องที่ที่ลูกหนี้
'ออกเช็ค' (เซ็นเช็ค)
แต่ไม่ได้แจ้งในท้องที่ที่ 'เช็คเด้ง' (ธนาคารปฏิเสธ)
พนักงานสอบสวนในท้องที่ที่รับแจ้งความจะมีอำนาจสอบสวนและส่งฟ้องหรือไม่?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
มีอำนาจสอบสวน เพราะมูลคดีเกิดขึ้นในเขตท้องที่นั้นด้วย
ถือเป็นความผิดต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนท้องที่ที่รับแจ้งความจึงมีอำนาจสอบสวน
และโจทก์มีอำนาจฟ้อง
หมวดที่ 2:
การรับฟังพยานหลักฐาน (ข้อต่อสู้ของจำเลย)
คำถามที่ 3:
"หากจำเลยต่อสู้คดีว่า
'ชำระหนี้เงินกู้คืนแล้ว' แต่เช็คพิพาทยังอยู่กับเจ้าหนี้
โดยจำเลยอ้างว่าไม่ได้ขอคืน ศาลจะรับฟังข้ออ้างนี้หรือไม่?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
ศาลมักไม่รับฟังและถือว่าขัดต่อเหตุผล
เพราะวิญญูชนทั่วไปเมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นย่อมต้องขอสัญญากู้หรือเช็คคืน
หรือทำให้หลักฐานนั้นถูกทำลาย หากไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุน
ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
คำถามที่ 4:
"จำเลยอ้างว่าโจทก์มีพิรุธ
เพราะส่งมอบเงินกู้จำนวนมาก (เช่น 1 ล้านบาท) เป็น 'เงินสด'
แทนที่จะโอนผ่านธนาคาร ข้ออ้างนี้ฟังขึ้นหรือไม่?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
ฟังไม่ขึ้น หากโจทก์มีเหตุผลรองรับที่น่าเชื่อถือ เช่น
จำเลยเป็นผู้ขอรับเงินสดเองเพราะเกรงว่าจะถูกธนาคารหักชำระหนี้หากโอนเข้าบัญชี
กรณีนี้จึงไม่ถือเป็นพิรุธ
คำถามที่ 5:
"ในคดีเช็ค
หากมีพยานคนกลาง (เช่น บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์กู้ยืมและออกเช็ค)
มาเบิกความสอดคล้องกับเจ้าหนี้ ศาลจะให้น้ำหนักอย่างไร?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
ศาลจะรับฟังและให้น้ำหนักมาก
หากพยานคนกลางนั้นรู้จักทั้งสองฝ่ายมานานและไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย
ถือเป็นพยานบุคคลภายนอกที่น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง
หมวดที่ 3:
องค์ประกอบความผิด
คำถามที่ 6:
"การที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คและมอบให้เจ้าหนี้
โดยขณะนั้นไม่มีเงินในบัญชีเพียงพอ และต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน
การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดกฎหมายใด?"
- แนวคำตอบตามฎีกา:
เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4
เพราะเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค
