สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568
เรื่อง
การกำหนดทุนทรัพย์ในคดี และข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้ 56,385 บาท แต่คู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีมีทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ผู้คัดค้านจะยกราคาประเมินที่ดินขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เพื่อให้สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยอ้างว่าเจ้าของเดิมขายที่ดินบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 งานให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยให้ผู้อื่นเช่าทำนาปลูกข้าวและหอมแดงโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี
ศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัด ทำแผนที่พิพาท และประเมินราคาที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท รวมเป็นเงิน 56,385 บาท
อย่างไรก็ตาม ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงขอให้ศาลชั้นต้นถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาที่ดินพิพาท แต่คู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า
“ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท”
ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินและการครอบครองปรปักษ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568 วินิจฉัยว่า
ตามคำร้องของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้าน
“มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด”
แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้ 56,385 บาท แต่
“ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย”
คู่ความกลับร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวแล้ว
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า
“จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา”
อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่โต้เถียงว่า มีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับเจ้าของเดิมจริงหรือไม่ และผู้ร้องครอบครองที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปีหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ดังกล่าวจึง
“ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง”
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น
ผลคดี
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน
ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
สรุป
เมื่อคู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลว่าคดีมีทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท
คู่ความไม่อาจยกราคาประเมินที่ดินจำนวน 56,385 บาท ซึ่งมิได้ขอให้ศาลชั้นต้นถือเป็นราคาที่ดินพิพาท ขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เพื่อให้คดีพ้นจากข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้
เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ที่โต้แย้งเรื่องการซื้อขายและการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ข้อสังเกต
ในคดีนี้ ผู้คัดค้านน่าจะไม่ได้ดำเนินการขอรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในขณะยื่นอุทธรณ์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
ฎีกาย่อ
ตามคำร้องขอและคำคัดค้าน คู่ความมิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาท แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินไว้ 56,385 บาท แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงขอให้ศาลชั้นต้นถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาที่ดินพิพาท คู่ความกลับร่วมกันแถลงว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาทตามที่ผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่โต้เถียงว่า มีการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ และผู้ร้องครอบครองที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปีหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568