ฎีกาที่ 1687/2568 ราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์คดีครบอครองปรปักษ์ ป.วิ.พ.มาตรา 224

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568

เรื่อง

การกำหนดทุนทรัพย์ในคดี และข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้ 56,385 บาท แต่คู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าคดีมีทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ผู้คัดค้านจะยกราคาประเมินที่ดินขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เพื่อให้สามารถอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ โดยอ้างว่าเจ้าของเดิมขายที่ดินบางส่วนเนื้อที่ประมาณ 1 งานให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์โดยให้ผู้อื่นเช่าทำนาปลูกข้าวและหอมแดงโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องไม่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี

ศาลชั้นต้นให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัด ทำแผนที่พิพาท และประเมินราคาที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ราคาประเมินตารางวาละ 450 บาท รวมเป็นเงิน 56,385 บาท

อย่างไรก็ตาม ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงขอให้ศาลชั้นต้นถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาที่ดินพิพาท แต่คู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า

“ทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท”

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องเสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินและการครอบครองปรปักษ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568 วินิจฉัยว่า

ตามคำร้องของผู้ร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้าน

“มิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาทว่ามีเท่าใด”

แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินพิพาทไว้ 56,385 บาท แต่

“ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงต่อศาลชั้นต้นโดยให้ถือเอาราคาประเมินที่ดินซึ่งกรมธนารักษ์ประเมินไว้เพื่อใช้สำหรับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมดังกล่าวมาเป็นราคาที่ดินพิพาทด้วย”

คู่ความกลับร่วมกันแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนตามจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวแล้ว

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า

“จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ของทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาท ตามราคาประเมินที่ดินดังผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในอุทธรณ์และฎีกา”

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่โต้เถียงว่า มีการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับเจ้าของเดิมจริงหรือไม่ และผู้ร้องครอบครองที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปีหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

เมื่อราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ดังกล่าวจึง

“ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง”

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

ผลคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 1 งาน 25.3 ตารางวา ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุป

เมื่อคู่ความร่วมกันแถลงต่อศาลว่าคดีมีทุนทรัพย์ 50,000 บาท และผู้ร้องชำระค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท

คู่ความไม่อาจยกราคาประเมินที่ดินจำนวน 56,385 บาท ซึ่งมิได้ขอให้ศาลชั้นต้นถือเป็นราคาที่ดินพิพาท ขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา เพื่อให้คดีพ้นจากข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้

เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท อุทธรณ์ที่โต้แย้งเรื่องการซื้อขายและการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ข้อสังเกต

ในคดีนี้ ผู้คัดค้านน่าจะไม่ได้ดำเนินการขอรับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในขณะยื่นอุทธรณ์

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

ฎีกาย่อ

ตามคำร้องขอและคำคัดค้าน คู่ความมิได้กล่าวถึงราคาที่ดินพิพาท แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะประเมินราคาที่ดินไว้ 56,385 บาท แต่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดแถลงขอให้ศาลชั้นต้นถือราคาประเมินดังกล่าวเป็นราคาที่ดินพิพาท คู่ความกลับร่วมกันแถลงว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท และผู้ร้องได้เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมครบถ้วนแล้ว จึงต้องถือว่าราคาที่ดินพิพาทหรือจำนวนทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวน 50,000 บาท มิใช่ 56,385 บาทตามที่ผู้คัดค้านยกขึ้นกล่าวอ้างใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา

อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่โต้เถียงว่า มีการซื้อขายที่ดินพิพาทจริงหรือไม่ และผู้ร้องครอบครองที่ดินโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปีหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568

คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1687/2568, ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์, การกำหนดทุนทรัพย์, อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง, ราคาประเมินที่ดิน, ห้ามอุทธรณ์, ครอบครองปรปักษ์, มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า