⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2568
📌 เรื่อง
อำนาจฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์สิน
และผลผูกพันของคำสั่งศาลในคดีร้องขอครอบครองปรปักษ์
📚 ประเด็นข้อกฎหมาย
เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งไม่ได้เข้าเป็นคู่ความในคดีร้องขอครอบครองปรปักษ์
จะยังมีอำนาจฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนได้หรือไม่
และคำสั่งศาลในคดีดังกล่าวจะผูกพันเจ้าของเดิมหรือไม่
📝 ข้อเท็จจริง
โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2648
ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินแปลงดังกล่าว
และศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์
ก่อนเจ้าพนักงานจะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่จำเลย
ภายหลังโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้
ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลและให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์กลับคืน
โดยอ้างว่าจำเลยเพียงครอบครองที่ดินไว้แทนโจทก์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี
และให้เพิกถอนการจดทะเบียนการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของจำเลย
อย่างไรก็ดี จำเลยฎีกาเพียงประเด็นเดียวว่า
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
โดยมิได้ฎีกาในประเด็นว่าใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน
ดังนั้น ในชั้นฎีกา
จึงมีปัญหาข้อกฎหมายให้วินิจฉัยเพียงเรื่อง อำนาจฟ้อง เท่านั้น
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1282/2568 วินิจฉัยว่า
คดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์นั้น
“มิใช่เป็นคดีที่เมื่อมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นระหว่างโจทก์และจำเลย แล้วจำเลยได้เสนอคดีของตนต่อศาลด้วยการฟ้องโจทก์ให้เข้ามาเป็นจำเลยในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แต่อย่างใด”
ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า
คดีดังกล่าวเป็นเรื่องของจำเลยฝ่ายเดียวที่ประสงค์จะใช้สิทธิทางศาล
และเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอต่อศาล
จึงเป็น “คดีที่ไม่มีข้อพิพาท”
แม้ศาลชั้นต้นจะได้ส่งหมายแจ้งวันนัดให้โจทก์ทราบโดยชอบแล้วก็ตาม
แต่เมื่อโจทก์มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม
จะถือว่าโจทก์เป็นคู่ความไม่ได้
ดังนั้น
“คำสั่งของศาลชั้นต้น...จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี”
อีกทั้ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครองปรปักษ์
ก็ “หาได้เป็นเหตุผลที่แสดงว่าโจทก์ได้สละกรรมสิทธิ์ในที่ดินตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งแล้วไม่”
เมื่อโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่ก่อนจำเลยยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์
โจทก์จึง “ย่อมมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตน...และฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้”
ตามกฎหมาย
✅ สรุป
คดีร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ผู้ร้องยื่นฝ่ายเดียว
เป็นคดีที่ไม่มีข้อพิพาท
ไม่ใช่คดีที่เจ้าของที่ดินเดิมถูกฟ้องให้เข้ามาเป็นจำเลย
ดังนั้น หากเจ้าของเดิมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อม
คำสั่งของศาลในคดีดังกล่าวย่อม ไม่ผูกพันเจ้าของเดิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี
เจ้าของเดิมจึงยังมีอำนาจฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์สินของตนได้ตามกฎหมาย
📌 อีกจุดสำคัญของคดีนี้คือ
ศาลฎีกา มิได้วินิจฉัยรายละเอียดว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยเพราะเหตุใด
เพราะจำเลยฎีกาเฉพาะเรื่อง อำนาจฟ้อง
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยเฉพาะประเด็นดังกล่าว
ส่วนผลแห่งคดีในเรื่องสิทธิในที่ดิน
ย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้โจทก์ชนะคดี
📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ▪️ ป.พ.พ. มาตรา 1336
- ▪️ ป.พ.พ. มาตรา 1382
- ▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 55
- ▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง
- ▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 161
- ▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 167
- ▪️ ป.วิ.พ. มาตรา 188 (4)