ฎีกาที่ 934/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 934/2540 - ฎีกาศึกษา

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 934/2540

📌 เรื่อง: ใช้ทางผ่านที่ดินผู้อื่นเกิน 10 ปี ได้ภาระจำยอมหรือไม่?

การใช้ทางผ่านที่ดินของผู้อื่นเป็นเวลานาน จะทำให้ได้สิทธิภาระจำยอมหรือไม่ และหากเจ้าของที่ดินกั้นรั้วขัดขวางทางที่เคยใช้ ผู้ใช้ทางจะมีสิทธิเรียกร้องให้รื้อถอนรั้วได้หรือไม่

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

  1. การใช้ทางเดินผ่านที่ดินของผู้อื่นโดยความสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันเกิน 10 ปี ทำให้ได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 หรือไม่
  2. แม้โจทก์มีทางภาระจำยอมที่จดทะเบียนไว้ในที่ดินอีกแปลงหนึ่งอยู่แล้ว จะมีผลต่อการได้ภาระจำยอมโดยอายุความในทางพิพาทอีกส่วนหนึ่งหรือไม่
  3. การกั้นรั้วสังกะสีในทางที่ตกเป็นภาระจำยอมแล้ว เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์หรือไม่
  4. คำฟ้องที่ไม่ได้ใช้ถ้อยคำตรงตามองค์ประกอบของการได้ภาระจำยอมโดยอายุความ แต่บรรยายพฤติการณ์การใช้ทางไว้อย่างชัดเจน ถือว่าบรรยายฟ้องครบถ้วนหรือไม่

📍 ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60457 และ 70344 โดยมีทางเดินสำหรับเข้าออกสู่ทางสาธารณะ กว้างรวม 2 เมตร ยาว 12 เมตร

ทางเดินดังกล่าวประกอบด้วยที่ดินสองส่วนที่อยู่ติดกัน ได้แก่:

  • ส่วนแรก: กว้าง 1 เมตร อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 61513 ของบุคคลภายนอก ซึ่งได้จดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ไว้แล้ว
  • ส่วนที่สอง: กว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ซึ่งต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 และเป็นส่วนที่พิพาทในคดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า เจ้าของที่ดินเดิมได้กันที่ดินส่วนที่พิพาทไว้เป็นทางภาระจำยอม และโจทก์กับบ้านใกล้เรือนเคียงได้ใช้ทางเดินดังกล่าวเข้าออกสู่ทางสาธารณะมานานไม่น้อยกว่า 20 ปี

ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ได้นำช่างแผนที่ออกไปรังวัดที่ดิน แล้วกั้นรั้วสังกะสีปิดกั้นทางเดิน ทำให้ทางที่เคยกว้าง 2 เมตร แคบลงเหลือเพียง 1 เมตร โจทก์ไม่สามารถใช้ทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ตามปกติเช่นเดิม จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางพิพาท โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า: ได้ขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิด อีกทั้งเจ้าของที่ดินเดิมไม่เคยยอมให้ที่ดินส่วนที่พิพาทเป็นทางภาระจำยอม และปฏิเสธว่ามีรั้วสังกะสีตามที่โจทก์กล่าวอ้าง นอกจากนี้ยังอ้างว่าโจทก์มีทางภาระจำยอมในที่ดินอีกแปลงหนึ่งอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินของจำเลยเพิ่มเติม

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า: โจทก์ไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาท ไม่เคยใช้ทางตามที่กล่าวอ้าง และมีทางภาระจำยอมสำหรับเข้าออกอยู่แล้ว การให้ใช้ที่ดินของจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย

⚖️ คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า ที่ดินของโจทก์และที่ดินของจำเลยที่ 2 เดิมมีเจ้าของรายเดียวกัน ก่อนมีการแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลต่าง ๆ ส่วนที่ดินข้างเคียงได้มีการจดทะเบียนภาระจำยอมเป็นทางเดินเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ไว้แล้ว โดยทางพิพาทในคดีนี้อยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 2 และอยู่ติดขนานกับทางภาระจำยอมที่จดทะเบียนดังกล่าว

1. การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินโดยความสงบและโดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอมติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี

ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แม้โจทก์มีทางภาระจำยอมที่จดทะเบียนไว้ในที่ดินอีกส่วนหนึ่งอยู่แล้ว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ทางส่วนที่พิพาทตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความตามพฤติการณ์การใช้ทางที่รับฟังได้

2. ความรับผิดจากการกั้นรั้วสังกะสี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กั้นรั้วสังกะสีในทางพิพาท อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 แม้จำเลยที่ 1 จะได้โอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 ไปแล้วก็ตาม

3. ความครบถ้วนของการบรรยายฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ใช้ถ้อยคำโดยตรงว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอมติดต่อกันมากกว่า 10 ปี แต่คำฟ้องได้บรรยายไว้อย่างชัดแจ้งว่า เจ้าของที่ดินเดิมได้กันพื้นที่ส่วนที่พิพาทไว้เป็นทางภาระจำยอม และโจทก์ได้ใช้ทางดังกล่าวเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามปกติมานานไม่น้อยกว่า 20 ปี

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีความหมายครอบคลุมถึงการใช้ทางโดยสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาให้เป็นภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปี จึงถือว่าคำฟ้องของโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงครบถ้วนตามหลักกฎหมายแล้ว

🎯 ผลคดี

  • ศาลชั้นต้น: พิพากษายกฟ้องโจทก์
  • ศาลอุทธรณ์: พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนรั้วสังกะสีที่ปิดกั้นทางภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ส่วนที่กว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร เพื่อให้โจทก์ใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นเดิม โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
  • ศาลฎีกา: พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

🎯 สรุปหลักกฎหมาย

  • การใช้ทางผ่านที่ดินของผู้อื่นติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี ไม่ได้หมายความว่าจะได้ภาระจำยอมเสมอไป
  • การได้ภาระจำยอมโดยอายุความต้องปรากฏว่าเป็นการใช้ทางโดยความสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาให้เป็นทางภาระจำยอม และติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382
  • คดีนี้ศาลฎีการับฟังว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทครบองค์ประกอบดังกล่าว ทางพิพาทจึงตกเป็นภาระจำยอมโดยอายุความ
  • เมื่อจำเลยทั้งสองกั้นรั้วสังกะสีในทางพิพาท อันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จึงต้องร่วมรับผิดกัน
  • การได้ภาระจำยอมโดยอายุความเป็นการได้สิทธิใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นตามขอบเขตของภาระจำยอม มิใช่การได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นทางพิพาท

📚 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • มาตรา 1401 การได้ภาระจำยอมโดยอายุความ โดยให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิมาใช้บังคับโดยอนุโลม
  • มาตรา 1382 หลักการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยความสงบ โดยเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งนำมาใช้กับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 โดยอนุโลม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

  • มาตรา 172 หลักเกณฑ์การบรรยายคำฟ้องให้แสดงสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาให้ชัดแจ้ง

📖 ฎีกาย่อ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 934/2540

โจทก์ใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้เป็นทางภารจำยอมติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ทางพิพาทจึงตกเป็นภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กั้นรั้วสังกะสีในทางพิพาทอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วย

แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้บรรยายด้วยถ้อยคำว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยความสงบและด้วยเจตนาให้เป็นภารจำยอมติดต่อกันเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ก็ได้บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 60457 และ 70344 และที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 เดิมเป็นของ ล. ก่อนที่ ล. จะจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ให้จำเลยที่ 1 ล. ได้แบ่งแยกที่ดินในนามเดิมโดยกันที่ดินส่วนหนึ่งกว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร ด้านทิศตะวันตก (ทางพิพาท) ให้เป็นภารจำยอม

ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งได้รับโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 นำช่างแผนที่ไปรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 60458 ด้านทิศตะวันตกรุกล้ำแนวเขตที่ดินที่เป็นทางภารจำยอมดังกล่าว แล้วกั้นรั้วสังกะสีปิดกั้นทางเดิน ทำให้ที่ดินที่เป็นภารจำยอมนั้นลดและแคบลงคงเหลือกว้าง 1 เมตร ยาว 12 เมตร เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นเคยปฏิบัติกันมาตามปกติที่เคยใช้เป็นทางภารจำยอมกว้าง 2 เมตร ยาว 12 เมตร มานานไม่น้อยกว่า 20 ปีเศษ

ข้อความที่ว่า ล. กันทางพิพาทให้เป็นภารจำยอม และโจทก์ได้ใช้ทางพิพาทอย่างภารจำยอมดังกล่าวเข้าออกสู่ทางสาธารณะตามปกติอย่างภารจำยอมไม่น้อยกว่า 20 ปีเศษนั้น มีความหมายเช่นเดียวกับข้อความว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นภารจำยอมเกินกว่า 10 ปี ถือได้ว่าฟ้องโจทก์บรรยายข้อความครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 แล้ว

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า