ฎีกาที่ 811/2568 สวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อปิดบังใบหน้าในการชิงทรัพย์
สรุป
จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์โดยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบและใช้รถจักรยานยนต์ จำเลยฎีกาว่า การสวมหมวกนิรภัยเป็นการป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุและปฏิบัติตามกฎหมายจราจร มิได้มีเจตนาปิดบังใบหน้า
แต่ภาพจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่า ขณะจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก จำเลยยังไม่ได้สวมหมวกนิรภัย และเพิ่งมาสวมก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ศาลฎีกาจึงเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยสวมหมวกเพื่อปิดบังใบหน้า ไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี โดยมีลักษณะตามมาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง
ส่วนเรื่องโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษและรอการลงโทษจำคุก โดยพิจารณาจากอายุของจำเลย การบรรเทาผลร้าย ประวัติ และพฤติการณ์แห่งคดี
เรื่อง
ชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568
ประเด็น
1. การสวมหมวกนิรภัยของจำเลยในขณะก่อเหตุ เป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้หรือไม่
2. มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษและรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามประกบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย แล้วบิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกและโยนทิ้ง ทำให้เครื่องยนต์ดับและผู้เสียหายไม่สามารถขับรถต่อไปได้
จากนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์วนกลับมาหาผู้เสียหาย พูดข่มขู่จะทำร้ายในลักษณะจะล้วงเอาอาวุธบริเวณเอว และให้ผู้เสียหายส่งมอบหมวกนิรภัย จนผู้เสียหายเกิดความกลัวและส่งมอบหมวกนิรภัยให้แก่จำเลย จำเลยให้การรับสารภาพทุกข้อหา
ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเอาหมวกนิรภัยแบบเต็มใบ ราคา 700 บาท ของผู้เสียหายไป โดยขณะก่อเหตุจำเลยสวมหมวกนิรภัยแบบเต็มใบเพื่อปิดบังใบหน้า และใช้รถจักรยานยนต์ในการกระทำความผิด
คำวินิจฉัย
ประเด็นที่ 1 การสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้า
ศาลฎีกาพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุ ซึ่งปรากฏว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักโดยไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แต่ในช่วงเวลาที่ก่อเหตุชิงทรัพย์และหลบหนี จำเลยกลับสวมหมวกนิรภัย
หากจำเลยมีเจตนาสวมหมวกเพื่อป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุและปฏิบัติตามกฎหมายจราจรโดยเคร่งครัด โดยไม่มีเจตนาปิดบังอำพรางใบหน้า จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก
การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยมีเจตนาสวมหมวกเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายจราจรดังที่จำเลยฎีกาไม่
เมื่อขณะก่อเหตุจำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย และใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด พาทรัพย์ไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง และเป็นความผิดตามมาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น
ประเด็นที่ 2 การลดโทษและรอการลงโทษ
ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุเพียง 18 ปีเศษ ผู้เสียหายได้รับของกลางคืนแล้ว จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 2,500 บาท และผู้เสียหายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหายอีก
จำเลยเพียงบิดกุญแจรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายจนเครื่องยนต์ดับ แล้วพูดขอหมวกนิรภัยและทำท่าทางข่มขู่จนผู้เสียหายกลัวและส่งมอบหมวกให้ โดยไม่มีพฤติการณ์ร้ายแรงอื่น ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำมีลักษณะเป็นความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และต้องขังระหว่างฎีกามานานกว่า 1 ปี
เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ การศึกษา และการพยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น ศาลเห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษตามมาตรา 76 และเห็นว่าการกระทำยังอยู่ในวิสัยที่สามารถแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้นได้ จึงสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยรอการลงโทษจำคุกและกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เป็นจำคุก 10 ปี และปรับ 200,000 บาท
ลดโทษตามมาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คง จำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท
โทษจำคุกให้ รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ตามมาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
สรุปหลักกฎหมาย
การพิจารณาว่าการสวมหมวกนิรภัยเป็นการสวมเพื่อความปลอดภัย หรือเป็นการปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน
คดีนี้ภาพจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุแสดงว่า จำเลยออกจากบ้านพักโดยไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แต่เพิ่งสวมก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นข้อบ่งชี้ถึงเจตนาปิดบังใบหน้าในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา 335 (5)
- มาตรา 339
- มาตรา 340 ตรี
- มาตรา 76
- มาตรา 78
- มาตรา 56
ต้นฉบับหน้าแรกระบุบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายหลัก ได้แก่ มาตรา 335 (5), มาตรา 339 และมาตรา 340 ตรี
ฎีกาย่อ
ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพักโดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหลบหนีไป จำเลยสวมหมวกนิรภัย หากจำเลยมีเจตนาที่จะป้องกันภยันตรายจากอุบัติเหตุอันเกิดจากการไม่สวมหมวกนิรภัย อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยเคร่งครัด ไม่มีเจตนาที่จะปิดบังอำพรางใบหน้าในการกระทำความผิดแล้ว จำเลยย่อมต้องสวมหมวกนิรภัยมาตั้งแต่ขณะขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก การที่จำเลยเพิ่งสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดเหตุเพียงเล็กน้อย ย่อมเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยมีเจตนาสวมหมวกนิรภัยเพื่อปิดบังใบหน้า อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ในขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ หาใช่เป็นการสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน อันเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกตามที่จำเลยฎีกาไม่ เมื่อขณะก่อเหตุชิงทรัพย์ จำเลยปิดบังใบหน้าด้วยหมวกนิรภัย อันเป็นการทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงเป็นการชิงทรัพย์ที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ. มาตรา 335 (5) วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์โดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568
คำค้น
ฎีกาที่ 811/2568, ชิงทรัพย์, หมวกนิรภัย, หมวกกันน็อก, ปิดบังใบหน้า, กล้องวงจรปิด, พยานหลักฐาน, มาตรา 335 (5), มาตรา 339, มาตรา 340 ตรี, ใช้ยานพาหนะกระทำความผิด, รอการลงโทษ