ฎีกาที่ 8418/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

ฎีกาที่ 8418/2568 ซื้อที่ดินนิคมสหกรณ์และเข้าครอบครองแล้ว ต่อมาให้ผู้อื่นเช่า จะมีสิทธิฟ้องขับไล่หรือไม่?

สรุป

ที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ซึ่งผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ยังคงเป็นที่ดินของรัฐ ผู้ได้รับอนุญาตจึงไม่มีสิทธินำที่ดินหรือสิทธิการเข้าทำประโยชน์ไปขายหรือโอนให้บุคคลอื่น การซื้อขายดังกล่าวเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและตกเป็นโมฆะ

แม้ผู้ที่เข้ายึดถือครอบครองก่อนอาจยกการครอบครองขึ้นยันราษฎรด้วยกันที่เข้ามารบกวนได้ แต่สิทธินั้นมีอยู่เฉพาะในขณะที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่ เมื่อโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดิน และจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองในฐานะบริวารของผู้เช่า การกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้แก่จำเลย ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครอง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

แม้การครอบครองของจำเลยที่ 2 เองจะไม่ได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้มีอำนาจสั่งให้รื้อถอนและออกจากที่ดินนิคมคืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ใช่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2

เรื่อง

ที่ดินนิคมสหกรณ์ยังเป็นที่ดินของรัฐ — การซื้อขายเป็นโมฆะ — สิทธิจากการยึดถือครอบครองระหว่างราษฎร — อำนาจฟ้องขับไล่

ประเด็น

โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งครอบครองที่ดินพิพาทในโครงการนิคมสหกรณ์หรือไม่

ข้อเท็จจริง

เดิม นาย บ. เป็นผู้ถือครองที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในอำนาจควบคุมดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 23 ตารางวา

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2554 นาย บ. ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในราคา 610,000 บาท

จำเลยที่ 1 เป็นพี่ของโจทก์และเคยเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยทั้งสองเคยครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกัน ต่อมาจำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

ภายหลังการซื้อ โจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกต้นมะม่วงในที่ดินพิพาท

โจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น เข้ายึดถือครอบครองในฐานะบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้เช่า

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน และเรียกค่าเสียหาย

คำวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ การจัดที่ดินและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511

แม้เดิมนาย บ. ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท แต่ยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์

ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งยังมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2

นาย บ. ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปจำหน่าย จ่าย โอน หรือส่งมอบสิทธิการเข้าทำประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่น

การที่นาย บ. ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่โจทก์โดยได้รับค่าตอบแทน 610,000 บาท จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเสียเปล่าตามมาตรา 172

แม้โจทก์จะเข้าครอบครองทำประโยชน์และปลูกต้นมะม่วงภายหลังซื้อที่ดินมา แต่โจทก์มิใช่บุคคลที่คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ และมิได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 15 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 41

โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างราษฎรด้วยกัน โจทก์สามารถยกการยึดถือครอบครองก่อนขึ้นยันบุคคลอื่นที่เข้ามารบกวนได้ แต่โจทก์มีสิทธิหวงกันได้เฉพาะขณะที่ตนเองยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น

เมื่อโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาท และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเข้ายึดถือครอบครองในฐานะบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้เช่า ย่อมเท่ากับเป็นการนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยรัฐไม่ยินยอม

การกระทำดังกล่าวมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยทั้งสอง ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครอง

จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์

แม้การครอบครองและอยู่อาศัยในที่ดินของจำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพราะจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ก็ตาม แต่ผู้มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 2 รื้อถอน ขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอื่นออกจากที่ดินนิคม คืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 18

ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

ผลคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลกับศาลอุทธรณ์ภาค 6

พิพากษายืน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สรุปหลักกฎหมาย

1. ที่ดินในนิคมสหกรณ์ซึ่งผู้ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ ยังคงเป็นที่ดินของรัฐ

2. ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ไม่มีสิทธินำที่ดินหรือสิทธิการเข้าทำประโยชน์ไปขายหรือโอนให้ผู้อื่น การซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ

3. แม้ผู้ครอบครองไม่มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ผู้ที่ยึดถือครอบครองก่อนอาจยกการครอบครองขึ้นยันผู้ที่เข้ามารบกวนได้ ตราบเท่าที่ยังยึดถือครอบครองอยู่

4. เมื่อผู้ครอบครองเดิมมอบการยึดถือครอบครองให้บุคคลอื่น ย่อมขาดการยึดถือครอบครองและไม่อาจอาศัยการครอบครองเดิมขึ้นหวงกันต่อไปได้

5. แม้ผู้ครอบครองฝ่ายจำเลยจะครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน ก็ไม่ได้ทำให้โจทก์มีอำนาจขับไล่ เพราะอำนาจดำเนินการให้ผู้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตออกจากที่ดินนิคมเป็นของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามกฎหมาย

ฎีกาย่อ

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในโครงการนิคมสหกรณ์ ว. เมื่อจัดตั้งนิคมสหกรณ์ ว. แล้ว ย่อมเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งในการพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 35 ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์ และผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์จะเข้าทำประโยชน์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 34 และมาตรา 36 แม้เดิม บ. ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ที่ดินพิพาท แต่ บ. ยังไม่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 11 ที่ดินพิพาทจึงยังเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 บ. ไม่มีสิทธิที่จะนำที่ดินพิพาทไปจำหน่ายจ่ายโอนหรือส่งมอบสิทธิการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับมอบให้แก่บุคคลใดได้ การที่ บ. ขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่โจทก์ จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และเสียเปล่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172

แม้โจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทภายหลังที่ซื้อมาก็ตาม แต่โจทก์มิใช่เป็นบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นสมาชิกนิคมสหกรณ์และได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 15 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 41 โจทก์จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ในที่ดินพิพาท แม้ในระหว่างราษฎรด้วยกัน โจทก์สามารถยกการยึดถือครอบครองก่อนยันคนอื่นที่เข้ามารบกวนได้ แต่โจทก์มีสิทธิหวงกันได้แต่ขณะตนเองยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น ดังนี้ เมื่อโจทก์อ้างว่าให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 2 สามีของจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ผู้เช่า จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ขาดการยึดถือครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ การครอบครองและอาศัยในที่ดินภายในนิคมสหกรณ์ ว. ของจำเลยที่ 2 แม้มิได้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ที่จะสามารถมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รื้อถอนขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอื่นออกไปจากที่ดินของนิคมได้ ยังเป็นอำนาจของอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 18 อีกด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172

- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246

- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252

- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 11

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 15

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 18

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 34

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 35

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 36

- พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 มาตรา 41

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8418/2568
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คำค้น

ฎีกาที่ 8418/2568, ที่ดินนิคมสหกรณ์, ซื้อที่ดินนิคมสหกรณ์, ที่ดินของรัฐ, สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, ฟ้องขับไล่, สิทธิครอบครอง, ยึดถือครอบครอง, ผู้ครอบครองก่อน, สิทธิระหว่างราษฎร, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ, อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, ป.พ.พ. มาตรา 150, ป.พ.พ. มาตรา 172


แบ่งปันความรู้ทางกฎหมาย:

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า