สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542
เรื่อง
ศาลจะสั่งให้จำเลยโฆษณาคำขออภัยในคดีหมิ่นประมาทได้หรือไม่ — โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ประเด็นข้อกฎหมาย
- ในคดีหมิ่นประมาท ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยโฆษณา “คำขออภัย” ต่อผู้เสียหายได้หรือไม่
- การที่เจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์เป็นนิติบุคคล จะรับผิดร่วมกับบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยอัตโนมัติหรือไม่
- ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือปัญหาข้อเท็จจริง
ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์รายวัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ดังกล่าวแก่ประชาชนทั่วไป
มีการพิมพ์และโฆษณาข้อความในคอลัมน์บันเทิงเกี่ยวกับโจทก์ โดยกล่าวถึงการได้รับการทาบทามให้ถ่ายภาพในลักษณะเปลือยและการเรียกค่าตัวเป็นเงิน 5,000,000 บาท
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์มิได้อ้างถึงข้อเท็จจริงอันใดในการแสดงความคิดเห็น และไม่มีข้อความแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะปกป้องโจทก์ แต่กลับแสดงเจตนามุ่งใส่ความเพื่อทำลายชื่อเสียง ทำให้ผู้ไม่ทราบความจริงเข้าใจผิด ดูหมิ่นหรือเกลียดชังโจทก์ อันส่งผลกระทบต่อเกียรติและสถานะทางสังคม จึงมิใช่การติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน และไม่ได้รับยกเว้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329
คำวินิจฉัย
ศาลไม่มีอำนาจสั่งให้โฆษณาคำขออภัย
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) บัญญัติว่า ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับ ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลเพียง สั่งให้โฆษณาคำพิพากษา เท่านั้น ไม่มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้จำเลยโฆษณา คำขออภัย
ดังนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ด้วย จึงเป็นการลงโทษจำเลยนอกเหนือจากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง และเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ
หลักสำคัญจากคดีนี้
เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว ยังไม่พอรับฟังว่าเป็นผู้ร่วมกระทำผิด
ในส่วนของจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ใส่ความโจทก์ มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด หรือรู้ว่าข้อความที่ตีพิมพ์เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์
ลำพังข้อเท็จจริงเพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวแก่ประชาชนทั่วไป ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1
ขอให้ลงโทษสถานเบา เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้
จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในข้อนี้
ผลคดี
ในส่วนคำสั่งที่ให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งได้เฉพาะการโฆษณาคำพิพากษา ไม่ได้ให้อำนาจสั่งให้โฆษณาคำขออภัย และการสั่งเช่นนั้นเป็นการลงโทษนอกเหนือจากโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ ต้องห้ามตามมาตรา 2 วรรคหนึ่ง
ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกา
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับหลักกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่งว่า การลงโทษบุคคลจะต้องอาศัยโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น
แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332 (2) จะให้อำนาจศาลในคดีหมิ่นประมาทสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจศาลสั่งให้จำเลยโฆษณาคำขออภัย การกำหนดให้จำเลยต้องกระทำสิ่งดังกล่าวจึงเป็นการลงโทษนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท หากไม่มีพยานหลักฐานว่ามีส่วนร่วมในการกระทำหรือรู้ถึงข้อความที่เป็นความผิด
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
- พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48 และ 49
ฎีกาย่อ
จำเลยที่ 1 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์รายวัน จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์แก่ประชาชนทั่วไป จำเลยทั้งสองร่วมกันพิมพ์และโฆษณาข้อความเกี่ยวกับโจทก์ โดยข้อความที่จำเลยที่ 1 ลงพิมพ์โฆษณา มิได้อ้างถึงข้อความจริงอันใดในการแสดงความคิดเห็น ทั้งไม่มีข้อความแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ที่จะปกป้องโจทก์ แต่กลับเป็นการแสดงเจตนาชัดแจ้งว่ามุ่งประสงค์ใส่ความเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ ทำให้ผู้ไม่ทราบความจริงเกิดเข้าใจผิด ดูหมิ่น เกลียดชังโจทก์ อันส่งผลกระทบต่อเกียรติและสถานะในทางสังคมของโจทก์ หาใช่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับยกเว้นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 329
ตาม ป.อ. มาตรา 332 (2) ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้มีกฎหมายให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำขออภัยด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำขออภัยต่อโจทก์ด้วย จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 นอกเหนือจากโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง จึงไม่ชอบ
เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ เป็นผู้ใส่ความโจทก์ หรือมีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการกระทำความผิด หรือรู้ว่าข้อความที่ตีพิมพ์เป็นข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ลำพังแต่เพียงได้ความว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จำหน่ายหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวแก่ประชาชนทั่วไป ไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในส่วนนี้ ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ลงโทษสถานเบาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้น: ฎีกาที่ 3/2542, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2, โทษต้องมีกฎหมายบัญญัติ, หมิ่นประมาท, มาตรา 332, โฆษณาคำพิพากษา, โฆษณาคำขออภัย, ศาลสั่งขออภัยได้หรือไม่, เจ้าของหนังสือพิมพ์, ผู้ร่วมกระทำความผิด, ขอให้ลงโทษสถานเบา, ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง