ฎีกาที่ 189/2569

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569
เรื่อง
การรอการลงโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กับโทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อศาลพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกและโทษปรับไว้ 2 ปี แต่ภายหลังคำพิพากษาจำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาจะอยู่ในผลของการรอการลงโทษด้วยหรือไม่ และโจทก์จะขอให้บังคับคดีในส่วนโทษปรับดังกล่าวได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 จากการปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป

จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน ปรับ 50,550 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท รวมวันละ 500.50 บาท สำหรับ 84 วัน เป็นเงิน 42,042 บาท รวมทั้งให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า

ศาลให้ รอการลงโทษจำคุกและปรับไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และคดีถึงที่สุดแล้ว

ต่อมาจำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกจากลำน้ำ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวัน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีเดิมศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี และมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ จำเลยจึงฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569 วินิจฉัยว่า

แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของ โทษปรับรายวัน นั้น เป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง

ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ

โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษาไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด

ดังนั้น โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้

ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยไว้ 2 ปีนั้น มีผลเพียงการรอการลงโทษปรับในส่วนของ โทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา

เมื่อภายหลังคำพิพากษาจำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกจากลำน้ำ และยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่

โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา เพื่อ ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลย นำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1

ผลคดี

ศาลชั้นต้นเดิมพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน 15 วัน ปรับ 50,550 บาท และมีโทษปรับรายวัน โดย โทษจำคุกและโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา อยู่ในผลของการรอการลงโทษ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56

ส่วน โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา วันละ 500.50 บาท ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ไม่อยู่ในผลของการรอการลงโทษและสามารถบังคับคดีได้

ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าให้ออกหมายบังคับคดีในส่วนดังกล่าวได้

ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

สรุป

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้อำนาจศาลรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในคดีนี้การรอการลงโทษมีผลเฉพาะ โทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา

ส่วน โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา ซึ่งยังไม่อาจระบุจำนวนรวมได้แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะยุติการฝ่าฝืนเมื่อใด เป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาเพื่อให้การกระทำความผิดที่ยังดำเนินอยู่ยุติลง จึงไม่อาจรอการลงโทษได้

เมื่อจำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่ง โจทก์สามารถขอให้บังคับคดีโดยยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระโทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1
  • พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง
  • มาตรา 118
  • มาตรา 118 ทวิ
  • มาตรา 297 วรรคหนึ่ง
อ้างอิง / ที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาย่อ
แม้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของโทษปรับรายวันนั้น เนื่องจากเป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาจึงไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด ขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยไว้ 2 ปี จึงมีผลเพียงการรอการลงโทษปรับในส่วนโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา เมื่อหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจำเลยไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกไปจากลำน้ำและยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่ โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีในส่วนของโทษปรับรายวันภายหลังคำพิพากษา เพื่อยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลยนำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1
คำค้น: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 189/2569, ฎีกา 189/2569, โทษปรับรายวัน, ค่าปรับรายวัน, รอการลงโทษปรับ, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56, มาตรา 29/1, บังคับคดีค่าปรับ, ยึดทรัพย์ชำระค่าปรับ, อายัดสิทธิเรียกร้อง, อาคารล่วงล้ำลำน้ำ, ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าท่า, พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า