ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 จากการปลูกสร้างอาคารล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต และฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่าหรือเจ้าพนักงานที่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป
จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน 15 วัน ปรับ 50,550 บาท และปรับรายวันตารางเมตรละ 5 บาท รวมวันละ 500.50 บาท สำหรับ 84 วัน เป็นเงิน 42,042 บาท รวมทั้งให้ปรับรายวันวันละ 500.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า
ศาลให้ รอการลงโทษจำคุกและปรับไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และคดีถึงที่สุดแล้ว
ต่อมาจำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกจากลำน้ำ โจทก์จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวัน
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีเดิมศาลพิพากษารอการลงโทษจำคุกและโทษปรับ จึงไม่มีเหตุให้ออกหมายบังคับคดี และมีคำสั่งยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่โจทก์ จำเลยจึงฎีกา
แม้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จะบัญญัติให้ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในส่วนของ โทษปรับรายวัน นั้น เป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นและยังคงดำเนินอยู่ยุติลง
ตราบใดที่ความผิดนั้นยังไม่ยุติลง จำเลยก็ยังคงต้องรับผิดชำระค่าปรับรายวันให้แก่รัฐ
โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำพิพากษาไม่อาจระบุจำนวนรวมที่แน่นอนได้ว่าเป็นจำนวนเท่าใด เพราะขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่าแล้วเสร็จเมื่อใด
ดังนั้น โทษปรับรายวันภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้วจึงไม่อาจรอการลงโทษได้
ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษปรับจำเลยไว้ 2 ปีนั้น มีผลเพียงการรอการลงโทษปรับในส่วนของ โทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา
เมื่อภายหลังคำพิพากษาจำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุออกจากลำน้ำ และยังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าท่า การกระทำของจำเลยยังคงเป็นความผิดอยู่
โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีในส่วนโทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา เพื่อ ยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของจำเลย นำมาชำระค่าปรับส่วนนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1
ศาลชั้นต้นเดิมพิพากษาให้จำคุก 6 เดือน 15 วัน ปรับ 50,550 บาท และมีโทษปรับรายวัน โดย โทษจำคุกและโทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา อยู่ในผลของการรอการลงโทษ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ส่วน โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา วันละ 500.50 บาท ตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าท่า ไม่อยู่ในผลของการรอการลงโทษและสามารถบังคับคดีได้
ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าให้ออกหมายบังคับคดีในส่วนดังกล่าวได้
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้อำนาจศาลรอการกำหนดโทษปรับหรือรอการลงโทษปรับได้ แต่ในคดีนี้การรอการลงโทษมีผลเฉพาะ โทษปรับที่สามารถระบุจำนวนได้แน่นอนในวันที่ศาลมีคำพิพากษา
ส่วน โทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา ซึ่งยังไม่อาจระบุจำนวนรวมได้แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับว่าจำเลยจะยุติการฝ่าฝืนเมื่อใด เป็นมาตรการบังคับตามคำพิพากษาเพื่อให้การกระทำความผิดที่ยังดำเนินอยู่ยุติลง จึงไม่อาจรอการลงโทษได้
เมื่อจำเลยยังคงฝ่าฝืนคำสั่ง โจทก์สามารถขอให้บังคับคดีโดยยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยเพื่อนำมาชำระโทษปรับรายวันที่เกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษาได้
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29/1
- พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง
- มาตรา 118
- มาตรา 118 ทวิ
- มาตรา 297 วรรคหนึ่ง
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา