ฎีกาที่ 4980/2567

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567
#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567

เรื่อง

คดีเช่าซื้อรถยนต์ / คืนรถตามคำพิพากษาคดีก่อน / ค่าขาดราคา / ค่าเสียหายจากสภาพรถ / ค่าเสียหายนอกฟ้อง / ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

ประเด็นข้อกฎหมาย

เมื่อศาลในคดีก่อนพิพากษาให้ผู้เช่าซื้อคืนรถยนต์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี แต่ภายหลังผู้ให้เช่าซื้อได้รับรถคืนแล้วอ้างว่ารถอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ผู้ให้เช่าซื้อจะฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่

และค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างระหว่างราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับราคาที่ขายทอดตลาดได้ จะถือเป็นค่าเสียหายจากความชำรุดทรุดโทรมของรถได้หรือไม่

อีกทั้ง หากโจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถเพราะอ้างว่ารถชำรุด ศาลจะกำหนดค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคาจากเหตุคืนรถล่าช้าได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

คดีก่อน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 2,450,000 บาท และหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทน

ต่อมา วันที่ 5 กันยายน 2562 จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์

โจทก์นำรถออกขายทอดตลาด ได้เงิน 1,196,261.68 บาท แล้วฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกเงิน 1,253,738.32 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่ารถที่ได้รับคืนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 230,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกฟ้องจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567 วินิจฉัยวางหลักว่า

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหาย โดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้

การฟ้องดังกล่าวเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี

หากการคืนรถไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ย่อมเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จึงเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215

โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

แต่ในส่วนค่าขาดราคานั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการและความพอใจของผู้เข้าประมูลซื้อทอดตลาด รวมทั้งสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งาน และความสมบูรณ์ของรถ

ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดทรุดโทรมของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถยนต์ที่เช่าซื้อ อันเกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้

ส่วนข้อเท็จจริงเรื่องสภาพรถ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มีภาระต้องพิสูจน์ว่ารถยนต์ที่ได้รับคืนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมตามที่กล่าวอ้าง

พยานโจทก์มีเพียงผู้รับมอบอำนาจช่วงและทนายความโจทก์ อีกทั้งบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถคืนที่ระบุว่ารถมีรอยบุบหรือขีดข่วน เป็นการระบุเพิ่มเติมภายหลัง แตกต่างจากสำเนาคู่ฉบับของบันทึกดังกล่าวที่ไม่ได้ระบุสภาพรถเช่นนั้นไว้

ส่วนพยานจำเลยได้ความว่า จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถคืนแก่โจทก์ตามนัด รถอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี และยังมีการขับรถไปยังโรงเก็บรถของโจทก์เป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร รถมีสภาพใช้งานได้ตามปกติ

เมื่อพิจารณาภาพถ่ายสภาพรถ ก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพเสียหายถึงขนาดชำรุดทรุดโทรมจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แม้มีรอยขีดข่วนหรือบุบเล็กน้อย ก็เป็นสภาพการใช้งานตามปกติ ไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ที่คืนแก่โจทก์มีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวัง จึงถือว่ารถยนต์ที่โจทก์ได้รับคืนอยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว

โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้

นอกจากนี้ โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถอันเนื่องมาจากความชำรุดของรถยนต์ที่เช่าซื้อ มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถเพราะเหตุไม่คืนรถในเวลาอันสมควร

ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคา 200,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควร จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 จึงไม่ชอบ

แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 และเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกัน

ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง
ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

  • มาตรา 215
  • มาตรา 686 วรรคหนึ่ง
  • มาตรา 686 วรรคสอง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

  • มาตรา 142 (5)
  • มาตรา 245 (1)
  • มาตรา 252

พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551

  • มาตรา 7

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้

ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการและความพอใจของผู้ที่เข้าประมูลซื้อทอดตลาดและสภาพทั่วไปของตัวรถ ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดทรุดโทรมของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาในฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถเช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน

โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถอันเนื่องมาจากความชำรุดของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้โดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ มิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เป็นค่าเสื่อมราคารถเพราะเหตุที่ไม่คืนรถในเวลาอันสมควร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคาเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่นำรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในเวลาอันสมควรมานั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายนอกฟ้องจึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มิได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 จึงไม่ชอบ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567
ธนาคาร ก. โจทก์
นาย ส. กับพวก จำเลย
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ฎีกา 4980/2567, คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4980/2567, คดีเช่าซื้อรถยนต์, คืนรถเช่าซื้อ, คืนรถตามคำพิพากษา, ค่าขาดราคา, ค่าเสื่อมราคา, ค่าเสียหายนอกฟ้อง, รถชำรุดทรุดโทรม, รถอยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี, ขายทอดตลาดรถยนต์, ราคารถใช้แทน, ผู้ค้ำประกันเช่าซื้อ, มูลหนี้ตามคำพิพากษา, ป.พ.พ. มาตรา 215, ป.พ.พ. มาตรา 686, ป.วิ.พ. มาตรา 142, คดีผู้บริโภค, ฎีกาคดีเช่าซื้อรถยนต์

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า