สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568
เรื่อง
คดีเช่าซื้อรถยนต์ / ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถภายหลังได้รับรถคืนตามคำพิพากษาคดีก่อน / มูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อน / ค่าเสียหายจากการคืนรถไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี
ประเด็นข้อกฎหมาย
เมื่อโจทก์เคยฟ้องคดีเช่าซื้อและค้ำประกันมาแล้ว และศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยร่วมคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน ต่อมาโจทก์ได้รับรถคืนแล้วนำไปขายทอดตลาดได้ราคาต่ำ
โจทก์จะฟ้องคดีใหม่เรียก ส่วนต่างระหว่างราคารถใช้แทนกับราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาด จากจำเลยได้ทั้งหมดหรือไม่
และจำเลยต้องรับผิดเพียงใด เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยอาศัย มูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ไม่ใช่ฟ้องตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเดิม
ข้อเท็จจริง
คดีก่อน โจทก์เคยฟ้อง บริษัท บ. และจำเลย ให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี
ศาลมีคำพิพากษาให้บริษัท บ. และจำเลยร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,069,520 บาท
แต่บริษัท บ. และจำเลยเพิกเฉย
ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม 2556 โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนมา และนำรถออกขายทอดตลาด ได้ราคา 233,644.86 บาท
ภายหลังบริษัท บ. สิ้นสภาพนิติบุคคล โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เฉพาะจำเลย ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 835,875 บาท ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็น ส่วนต่างระหว่างราคารถใช้แทนกับราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาด พร้อมดอกเบี้ย
คดีนี้จำเลย ขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป จำเลยต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกาว่า หากนำราคาขายทอดตลาดมาหักกับราคาใช้แทนตามที่ศาลจังหวัดมีนบุรีกำหนดไว้ในคดีก่อนแล้ว ยังขาดค่าเสื่อมราคาอยู่อีก 419,474.20 บาท และขอให้จำเลยชำระเงิน 835,875 บาท แก่โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568 วินิจฉัยวางหลักว่า
คดีนี้โจทก์ มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัย อำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน
คำพิพากษาคดีก่อนกำหนดให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อ ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี
ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน เรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาเท่านั้น
โจทก์ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน มาเรียกร้องค่าเสียหายอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีก่อนได้
ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็น ค่าเสื่อมราคารถอีก 419,474.20 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามคำพิพากษาคดีก่อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา
สำหรับที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยชำระค่าขาดราคารถ 369,900 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ไม่ใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี
จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายเกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาคดีก่อน
แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนี้ แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ จึงพออนุโลมได้ว่า เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี
จากพยานโจทก์และใบส่งมอบตรวจสภาพรถ ปรากฏว่า
- กันชนหน้ามีรอยสีแตก
- ประตูมีรอยขีดข่วน
- เบาะคนขับมีรอยไฟบุหรี่
ศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถยนต์ที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดีแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษาแก้
ให้จำเลยชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง คือวันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564
และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ตามกฎหมายในขณะยื่นฟ้อง
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564
ฎีกาย่อ
คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน แต่ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยต้องร่วมกับบริษัท บ. คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ดังนั้น หลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว หากรถยนต์ที่เช่าซื้อที่คืนโจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ก็เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามที่กำหนดในคำพิพากษาเท่านั้น ไม่อาจอาศัยมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนเรียกร้องค่าเสียหายอื่น ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถอีกเป็นเงิน 419,474.20 บาท จึงมิใช่ค่าเสียหายที่อาศัยมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในค่าเสื่อมราคารถตามที่โจทก์ฎีกา
ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับทั้งหมดมาหักกับราคาที่แท้จริงที่โจทก์ใช้เงินลงทุนไป จำเลยจึงต้องชำระค่าขาดราคารถเป็นเงิน 369,900 บาท และศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น เป็นการกำหนดค่าเสียหายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์จากเงินลงทุนของโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ มิใช่การกำหนดค่าเสียหายจากสภาพของรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีว่ามีความชำรุดทรุดโทรมเสียหายอย่างไร จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เกินเลยจากมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดตามที่กำหนดในคำพิพากษาในคดีก่อน เป็นการพิพากษาให้จำเลยรับผิดเกินกว่าความรับผิดตามกฎหมาย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์ฟ้องมาด้วยว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นเสื่อมโทรมจากการใช้งานโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ของผู้เช่าซื้อ จึงพออนุโลมได้ว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568, คดีเช่าซื้อรถยนต์, คืนรถเช่าซื้อ, ฟ้องเรียกค่าขาดราคารถ, ส่วนต่างระหว่างราคารถใช้แทนกับราคารถขายทอดตลาด, มูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีก่อน, ค่าเสียหายจากการคืนรถไม่เรียบร้อย, รถไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี, ค่าเสื่อมราคารถ, ขาดนัดยื่นคำให้การ, คดีผู้บริโภค, ดอกเบี้ยผิดนัด, ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7