ฎีกาที่ 6406/2550

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550
#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550

เรื่อง

ที่ดินต่ำมีหน้าที่ต้องรับน้ำที่ไหลตามธรรมชาติจากที่ดินสูง แม้ร่องน้ำไม่เป็นลำรางสาธารณะหรือภาระจำยอม


ประเด็นข้อกฎหมาย

คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่า

  1. เมื่อที่ดินของฝ่ายหนึ่งเป็นที่ดินสูง และน้ำฝนไหลตามธรรมชาติผ่านที่ดินของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นที่ดินต่ำ เจ้าของที่ดินต่ำมีหน้าที่ต้องรับน้ำนั้นหรือไม่
  2. การที่โจทก์และประชาชนใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยเป็นเวลานาน จะทำให้ร่องน้ำดังกล่าวกลายเป็นลำรางสาธารณะหรือภาระจำยอมได้หรือไม่
  3. แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่าร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นเรื่องน้ำไหลตามธรรมชาติจากที่ดินสูงลงสู่ที่ดินต่ำ ศาลมีอำนาจยกบทกฎหมายที่ถูกต้องขึ้นปรับแก่คดีเองได้หรือไม่
  4. คำขอให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลจะพิพากษาให้ไว้ล่วงหน้าได้หรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียง

ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ

ในฤดูฝน น้ำฝนจากที่ดินของโจทก์ไหลตามธรรมชาติผ่านลำรางร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสอง ไปสู่ลำน้ำสาธารณะในพื้นที่

ต่อมาจำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาท ทำให้น้ำไม่สามารถระบายได้ตามปกติ เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำ เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้ตามเดิม

โจทก์อ้างว่า ลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะ หรือเป็นทางภาระจำยอม เพราะมีการใช้ระบายน้ำมาเป็นเวลานาน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่า ไม่มีลำรางสาธารณะหรือภาระจำยอมในที่ดินของตน ร่องน้ำดังกล่าวเป็นร่องน้ำในที่ดินของจำเลยเอง และการที่ฝ่ายโจทก์เคยระบายน้ำผ่าน เป็นเพียงการอนุญาตให้ใช้เท่านั้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550 วินิจฉัยวางหลักว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามโฉนดที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ไม่ปรากฏว่ามีลำรางสาธารณะติดที่ดินของโจทก์หรือจำเลยแต่ประการใด จึงฟังไม่ได้ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะ

ส่วนที่โจทก์อ้างว่า โจทก์และประชาชนใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นทางระบายน้ำมาเป็นเวลานาน จึงตกเป็นภาระจำยอมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ น้ำฝนจึงไหลตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำสาธารณะในพื้นที่

การระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินสูงผ่านที่ดินต่ำ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า

“ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองกลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่”

แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาท เป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

“โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้”

อีกประเด็นหนึ่ง แม้โจทก์จะฟ้องโดยอ้างว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม แต่ฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ชัดเจนว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำจากที่ดินของโจทก์ และมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้นทางน้ำ

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า

“ในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง”

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเป็นเรื่องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกบทกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้

สำหรับคำขอของโจทก์ที่ว่า หากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาท ก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออก โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี ซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาและจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอส่วนนั้นได้


ผลคดี

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาท

โดยลำรางร่องน้ำพิพาทมีขนาดกว้าง 2.50 เมตร ลึก 1 เมตร และก้นลำรางกว้าง 1 ศอก

ส่วนคำขอให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกเอง โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ศาลฎีกาไม่พิพากษาให้ เพราะเป็นเรื่องในชั้นบังคับคดี


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 420
ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

มาตรา 1339
เจ้าของที่ดินจำต้องรับน้ำซึ่งไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมาในที่ดินของตน
น้ำไหลตามธรรมดามายังที่ดินต่ำ และจำเป็นแก่ที่ดินนั้นไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่สูงกว่าจะกันเอาไว้ได้เพียงที่จำเป็นแก่ที่ดินของตน

มาตรา 1340
เจ้าของที่ดินจำต้องรับน้ำซึ่งไหลเพราะระบายจากที่ดินสูงมาในที่ดินของตน ถ้าก่อนที่ระบายนั้นน้ำได้ไหลเข้ามาในที่ดินของตนตามธรรมดาอยู่แล้ว
ถ้าได้รับความเสียหายเพราะการระบายน้ำ ท่านว่าเจ้าของที่ดินต่ำอาจเรียกร้องให้เจ้าของที่ดินสูงทำทางระบายน้ำและออกค่าใช้จ่ายในการนั้น เพื่อระบายน้ำไปให้ตลอดที่ดินต่ำจนถึงทางน้ำ หรือท่อน้ำสาธารณะ ทั้งนี้ ไม่ลบล้างสิทธิแห่งเจ้าของที่ดินต่ำในอันจะเรียกเอาค่าทดแทน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 142
หลักเรื่องศาลต้องพิพากษาตามข้อหาในคำฟ้อง และห้ามพิพากษาเกินคำขอ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้

มาตรา 296 ทวิ
บทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับคดีตามกฎหมายเดิม ซึ่งศาลฎีกาอ้างในประเด็นว่า คำขอให้โจทก์รื้อถอนแทนจำเลยโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีภายหลัง ไม่ใช่เรื่องที่ศาลจะพิพากษาสั่งไว้ล่วงหน้าในคำพิพากษา


ฎีกาย่อ

ที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินสูง ส่วนที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นที่ดินต่ำ การที่โจทก์ระบายน้ำฝนตามธรรมชาติจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองไปสู่ลำน้ำสาธารณะในพื้นที่ จึงเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องยอมรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และ 1340 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าโจทก์และประชาชนจะใช้ร่องน้ำในที่ดินของจำเลยทั้งสองเป็นเวลานานเพียงใด ก็หาทำให้กลายเป็นลำรางสาธารณะหรือตกเป็นภาระจำยอมไม่ แต่การที่จำเลยทั้งสองไถดินกลบลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นเหตุให้น้ำท่วมขังที่ดินของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองทำที่พิพาทให้เป็นลำรางระบายน้ำตามเดิมได้ ฟ้องโจทก์ว่าลำรางร่องน้ำพิพาทเป็นลำรางสาธารณะหรือเป็นทางภาระจำยอม และบรรยายถึงข้อเท็จจริงไว้ชัดเจนว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ได้รับความเสียหายเพราะจำเลยทั้งสองใช้ดินกลบลำรางร่องน้ำซึ่งเป็นทางระบายน้ำที่ไหลจากบริเวณที่ดินของโจทก์ผ่านลำรางดังกล่าวไปสู่ลำน้ำสาธารณะในพื้นที่ อันเป็นการบรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะใช้ลำรางร่องน้ำพิพาทได้กับมีคำขอไม่ให้จำเลยทั้งสองปิดกั้น ซึ่งในคดีแพ่งโจทก์ไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นกล่าวอ้าง เพียงแต่บรรยายข้อเท็จจริงและมีคำขอบังคับก็เป็นการเพียงพอแล้ว ส่วนบทกฎหมายใดจะใช้บังคับแก่คดีย่อมเป็นหน้าที่ของศาลที่จะยกมาปรับแก่คดีเอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า กรณีเป็นเรื่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1339 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1340 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำขอของโจทก์ที่ว่าหากจำเลยทั้งสองไม่รื้อถอนคันดินออกจากลำรางร่องน้ำพิพาทก็ให้โจทก์มีอำนาจรื้อถอนไถดินออกโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เป็นเรื่องในชั้นบังคับคดีซึ่งโจทก์ชอบที่จะขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการให้ตามที่บัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาและจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษานั้นแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจมีคำพิพากษาตามคำขอส่วนนี้ของโจทก์ได้


อ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550

หมายเหตุ: บทความนี้ปกปิดชื่อบุคคลและชื่อแหล่งน้ำเฉพาะ โดยใช้คำกลางว่า “ลำน้ำสาธารณะในพื้นที่” เพื่อความเหมาะสมในการเผยแพร่

คำค้นที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6406/2550, น้ำไหลลงที่ต่ำ, น้ำไหลตามธรรมชาติ, ที่ดินสูง, ที่ดินต่ำ, เจ้าของที่ดินต่ำรับน้ำ, ป.พ.พ. มาตรา 1339, ป.พ.พ. มาตรา 1340, ปิดกั้นทางน้ำ, ถมดินปิดร่องน้ำ, ลำรางสาธารณะ, ภาระจำยอม, ทางระบายน้ำ, กฎหมายที่ดิน, ที่ดินข้างเคียง, ฟ้องให้เปิดทางน้ำ, ชั้นบังคับคดี, ป.วิ.พ. มาตรา 296 ทวิ, ฎีกาศึกษา

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า