ฎีกาที่ 9087/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568

📌 เรื่อง

ข่มขืนกระทำชำเรา กระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ และพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย

📝 ข้อเท็จจริง

ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วม นาย จ. และนางสาว ฉ. ไปเที่ยวสถานบันเทิงและมีการดื่มสุรากันด้วย ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมกับนาย จ. ไปเปิดห้องพักไว้ใกล้สถานบันเทิงสำหรับพักค้างคืน และนำของใช้ส่วนตัวไปเก็บไว้ในห้องพัก

ระหว่างดื่มสุราที่สถานบันเทิง โจทก์ร่วมพบจำเลยและนางสาว ส. ซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาเที่ยวและดื่มสุราอยู่บริเวณเดียวกัน โจทก์ร่วมได้พูดคุยและร่วมเต้นรำกับบุคคลทั้งสองบ้าง และจำเลยยังขอเป็นเพื่อนกับโจทก์ร่วมทางแอปพลิเคชันไลน์

ช่วงดึกโจทก์ร่วมเมาสุราอย่างหนัก “ไม่สามารถจดจำอะไรได้” จำเลยประคองตัวโจทก์ร่วมโดยมีนางสาว ส. ช่วยพยุงไปขึ้นรถรับจ้างสาธารณะไปบ้านจำเลย

ระหว่างอยู่ที่บ้านจำเลย จำเลยได้ร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วม 1 ครั้ง จนสำเร็จความใคร่ ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยพยายามที่จะร่วมประเวณีกับโจทก์ร่วมอีกครั้ง โดยพยายามกอดและเล้าโลมโจทก์ร่วม แล้วใช้นิ้วมือล่วงล้ำเข้าไปในช่องคลอดของโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมพยายามขัดขืนและร้องไห้ จำเลยจึงล้มเลิก

เมื่อตรวจร่างกายโจทก์ร่วม พบอสุจิบริเวณปากช่องคลอดและภายในช่องคลอด และพบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน และยาคลายเครียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือดของโจทก์ร่วม

⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9087/2568 วินิจฉัยว่า

🔹 ประเด็นฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร

แม้พบยานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในร่างกายโจทก์ร่วม และฤทธิ์ยาดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมและหลับไป อีกทั้งหากดื่มร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้หลับนานยิ่งขึ้นก็ตาม แต่การดื่มสุราของโจทก์ร่วมเป็นการดื่มโดยสมัครใจของโจทก์ร่วมเอง

ไม่ปรากฏว่าจำเลยพยายามมอมเมา หรือมีส่วนในการเร่งเร้าให้โจทก์ร่วมดื่มสุราแต่อย่างใด และโจทก์กับโจทก์ร่วมก็ไม่มีพยานหลักฐานใดนำสืบให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้นำยาไปผสมกับสุราให้โจทก์ร่วมดื่ม หรือเอาไปให้โจทก์ร่วมรับประทาน

เมื่อพิจารณาจากภาพในคลิปวิดีโอ ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำด้วยการใด ๆ อันเป็นการ “ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ” ให้โจทก์ร่วมไปกับจำเลย

ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมเมาจนมีอาการไม่ได้สติแล้ว จำเลยพาโจทก์ร่วมไปบ้านจำเลย “เพียงเท่านี้จะสันนิษฐานว่าจำเลยวางแผนจะพาโจทก์ร่วมไปกระทำอนาจารหรือข่มขืนกระทำชำเรายังไม่ได้” ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องในความผิดฐานนี้

🔹 ประเด็นฐานข่มขืนกระทำชำเรา

พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ขณะที่จำเลยกระทำชำเราโจทก์ร่วมโดยการสอดใส่อวัยวะเพศของจำเลยเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมจนจำเลยสำเร็จความใคร่และหลั่งน้ำสุจิในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมมีอาการเมาสุรา และมียานอนหลับกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน กับยาคลายเครียดกลุ่มเอสชิตาโลแพรมในเลือด

เป็นเหตุให้โจทก์ร่วม “ไม่รู้สึกตัว” จึงถือว่าโจทก์ร่วมอยู่ในสภาวะที่ “ไม่สามารถขัดขืนได้” จำเลยจึงมีความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

🔹 ประเด็นความผิดสองกรรมหรือกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยใช้นิ้วมือซึ่งมิใช่อวัยวะเพศของจำเลยล่วงล้ำอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม ไม่ใช่ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง อีกต่อไป แต่เป็นเพียงความผิดฐาน กระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ตามมาตรา 278 วรรคสอง เท่านั้น

อย่างไรก็ดี การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมจนสำเร็จความใคร่เสร็จแล้วตามฟ้องข้อ 1.1 และยังคงนอนอยู่ใกล้ ๆ ตัวโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมรู้สึกตัว จำเลยใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศเข้าไปอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ อันเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 นั้น

ศาลเห็นว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำตามฟ้องข้อ 1.2 “เป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิม เกี่ยวพันกันกับการข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมในครั้งแรกตามฟ้องข้อ 1.1” การกระทำทั้งสองครั้งจึงเป็น “ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นเพียงบทเดียว

🔹 ประเด็นโทษและการรอการลงโทษ

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกจำเลย 6 ปี และลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี นั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว

การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ส่งผลต่อวิถีชีวิต ชื่อเสียง เกียรติยศ และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของโจทก์ร่วมและบุคคลในครอบครัวอย่างมาก แม้จำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และมีคุณงามความดีตามที่ฎีกามา ก็ยัง “ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย”

📌 สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยพาโจทก์ร่วมซึ่งเมาสุราอย่างหนักไปบ้านจำเลย ยังไม่พอรับฟังได้ว่าเป็นความผิดฐาน พาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ

แต่ในส่วนการร่วมประเวณีครั้งแรกนั้น ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมมีอาการเมาสุราและมียาในเลือด เป็นเหตุให้ “ไม่รู้สึกตัว” จึงถือว่าอยู่ในสภาวะที่ “ไม่สามารถขัดขืนได้” จำเลยจึงมีความผิดฐาน ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น

ส่วนการที่จำเลยใช้นิ้วมือล่วงล้ำอวัยวะเพศของโจทก์ร่วม และพยายามสอดใส่อวัยวะเพศอีกครั้งหนึ่งแต่ไม่สำเร็จ เป็นความผิดฐาน กระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำ ซึ่ง “เป็นการกระทำต่อเนื่องจากเจตนาเดิม” และเป็น “ความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท”

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18) (เดิม), มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 276 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 278, มาตรา 284

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า