สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568
เรื่อง
โพสต์เฟซบุ๊กตั้งค่าสาธารณะ แม้ไม่ระบุชื่อผู้เสียหายโดยตรง แต่มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงถึงผู้เสียหายได้ จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ แม้ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนอ่านข้อความทั้งหมดแล้ว ย่อมทราบได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้อง จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่
และเมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องด้วยการโฆษณาอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาจะยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326 และ 328 ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง โดยจำเลยมิได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง
ข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ (ก) ฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ “ร.” ซึ่งในขณะเกิดเหตุตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ และเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เฟซบุ๊กดังกล่าวได้โพสต์ข้อความด่าทอใส่ความผู้ร้อง โดยมีข้อความบางตอนว่า “...เคยเป้นกระหรี่มาก่อน...”
แม้ข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า ก่อนหน้านี้จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกัน และมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน อีกทั้งข้อความที่โพสต์ยังมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนย่อมทราบได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้อง
สำหรับคดีส่วนแพ่ง ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 วินิจฉัยว่า
แม้ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมด ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้อง
ข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า “...เคยเป้นกระหรี่มาก่อน...” เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี เป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้
การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องด้วยการโฆษณาอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ผลคดี
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 ปี และให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นพับ
ศาลฎีกาพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
สรุป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 วางหลักว่า การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ แม้ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่ถ้ามีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงไปถึงผู้เสียหาย จนบุคคลที่รู้จักคู่กรณีมาก่อนย่อมทราบได้ว่าหมายถึงผู้เสียหาย ก็เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้
อีกทั้ง เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นละเมิดซึ่งก่อให้เกิดความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225