สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568
เรื่อง
ความผิดฐานเบิกความเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ในคดีที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องว่า “เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ”
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยทั้งสิบสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 ของศาลแพ่งหรือไม่
ข้อเท็จจริง
โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของนาง ส. และนายน. ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยทั้งสิบสี่เป็นเจ้าของร่วมกับลูกหนี้
จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนต่อศาลแพ่งครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ศาลแพ่งมีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าวยื่นพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันยึดทรัพย์ จึง “ให้งดไต่สวนและยกคำร้อง”
ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2562 จำเลยทั้งสิบสี่ยื่นคำร้องขอกันส่วนอีกครั้ง โดยอ้างเหตุทำนองเดียวกับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ศาลแพ่งรับไว้พิจารณาเป็นคดีสาขาหมายเลขดำที่ พก 28/2562 และจำเลยบางคนได้เข้าเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้อง
ภายหลัง ศาลแพ่งมีคำสั่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2565 ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ ด้วยเหตุว่า “เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ตามคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565
โจทก์จึงนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่กระทำความผิดฐานเบิกความเท็จ และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4286/2568 วินิจฉัยว่า
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก และมาตรา 180 วรรคแรก บัญญัติถึงความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ และฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ “ในการพิจารณาคดีต่อศาล” ดังนั้น การที่จะเป็นความผิดดังกล่าวได้ ต้องได้ความว่า บุคคลที่ถูกฟ้องได้เข้าเบิกความอันเป็นเท็จ หรือนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแล้ว
เมื่อปรากฏว่า ในคดีสาขาหมายเลขแดงที่ พก 1/2565 แม้ศาลแพ่งจะเคยอนุญาตให้จำเลยทั้งสิบสี่เบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอกันส่วนไปแล้ว แต่ในที่สุดศาลแพ่งมีคำสั่งว่า คำร้องดังกล่าว “เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” กับคำร้องขอกันส่วนในคดีก่อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 “ไม่รับวินิจฉัย” และยกคำร้อง
กรณีจึงเท่ากับศาลแพ่งยกคำร้องในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนว่า คำร้องของจำเลยทั้งสิบสี่ “ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง” ดังนั้น คำเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสิบสี่ที่ดำเนินไปหลังจากยื่นคำร้อง ย่อม “เป็นการเสียเปล่า” ไม่มีผลเป็นการเบิกความและการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเหมือนดังเช่นคำร้องขอที่ศาลรับไว้พิจารณา
ถือได้ว่า จำเลยทั้งสิบสี่ “ไม่เคยยื่นคำเบิกความและเข้าเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าว” รวมทั้ง “ไม่เคยนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานมาก่อน” การกระทำของจำเลยทั้งสิบสี่จึงไม่อาจเป็นความผิดฐานเบิกความ หรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตามฟ้องของโจทก์ได้
สรุป
เมื่อศาลมีคำสั่งยกคำร้องว่า “เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ย่อมเท่ากับว่าคำร้องนั้น “ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกในชั้นยื่นคำร้อง” คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ดำเนินไปภายหลังจึง “เป็นการเสียเปล่า” และถือได้ว่า “ไม่เคยมีการเบิกความหรือการนำสืบพยานหลักฐานนั้นมาก่อน” จึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ หรือฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคแรก
• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคแรก
• ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144
ตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 177 วรรคแรก
“ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา 180 วรรคแรก
“ผู้ใดนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ถ้าเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 144
“เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น เว้นแต่กรณีจะอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วย
(1) การแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงตามมาตรา 43
(2) การพิจารณาใหม่แห่งคดีซึ่งได้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 199 จัตวา และมาตรา 207 และการพิจารณาคดีใหม่ในกรณีที่ศาลขาดนัดพิจารณาตามมาตรา 206
(3) การอุทธรณ์ ฎีกา หรือการขอให้พิจารณาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในภาค 3
(4) การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามที่บัญญัติไว้ในภาค 4
ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิในอันที่จะบังคับตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 16 และมาตรา 240 วรรคสาม”