⚖️📘 สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568
เรื่อง
โอนที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้คู่สมรส
เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรส จะถือเป็นการ “ยักย้ายถ่ายเททรัพย์” เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่
ข้อเท็จจริง
ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับพวกตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังคงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษาค้างชำระอยู่
จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมาผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยทรัพย์ดังกล่าว “ได้มาระหว่างสมรส” แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองจะมีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาตามระเบียบของสหกรณ์ผู้รับจำนอง
ต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง และภายหลังการโอน จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568 วินิจฉัยว่า
ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ “ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์” แต่คดีนี้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง “ได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง”
แม้เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ศาลก็เห็นว่า “น่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค.”
ดังนั้น “ไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้”
อีกทั้งยังปรากฏว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น
ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ศาลจึงเห็นว่า “การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย”
กรณีจึง “ไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน” และ “ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350”
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า การโอนที่ดินซึ่งเป็น “สินสมรส” ให้แก่คู่สมรส ไม่ใช่ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เสมอไป หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แม้โอนแล้วเจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิยึดทรัพย์นั้นเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ได้อยู่ และการโอนไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ได้รับความเสียหาย การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นการ “ยักย้ายถ่ายเททรัพย์” เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350