สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2561
เรื่อง
เบิกความเท็จ ข้อความนั้นต้องเป็น “ข้อสำคัญในคดี” ถึงขนาดมีผลให้แพ้ชนะคดีกันได้
ประเด็นข้อกฎหมาย
- ความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดี จะต้องเป็นเพียงข้อความเท็จทั่วไป หรือจะต้องเป็น “ข้อสำคัญในคดี” ด้วย
- เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำเบิกความบางส่วนไม่เป็นข้อสำคัญในคดี หากโจทก์ไม่เห็นด้วย จะยกขึ้นเพียงใน “คำแก้อุทธรณ์” ได้หรือไม่ หรือจำต้องใช้สิทธิ “อุทธรณ์” โดยตรง
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความเป็นเท็จในคดีแพ่งเรื่องแบ่งทรัพย์สิน โดยมีใจความสำคัญว่า โจทก์ไม่มีส่วนร่วมในธุรกิจค้าขาย และไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับคู่กรณี รวมทั้งมีบางส่วนเกี่ยวกับการไม่มีส่วนร่วมในธุรกิจปล่อยเงินกู้ ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นข้อความเท็จและเป็นข้อสำคัญในคดี ทำให้ศาลชั้นต้นหลงเชื่อและพิพากษาไปในทางเสียเปรียบแก่โจทก์
อย่างไรก็ตาม ตามแนววินิจฉัยของศาลในคดีแพ่งดังกล่าว ศาลชั้นต้นรับฟังว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง และยังอาศัยคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ประกอบด้วย ส่วนคำเบิกความของจำเลยนั้น ศาลเพียงนำมารับฟังประกอบข้อวินิจฉัยและพฤติการณ์อื่น ๆ เท่านั้น มิได้ใช้เป็นข้อวินิจฉัยหลักที่มีผลให้แพ้ชนะคดีกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1346/2561 วินิจฉัยว่า
ความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นั้น ข้อความเท็จที่ได้เบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดีจะต้องเป็น “ข้อสำคัญในคดี” ซึ่งหมายถึง ต้องเป็นข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริง ถึงขนาดมีผลทำให้แพ้ชนะคดีกันได้โดยอาศัยคำเบิกความอันเป็นเท็จ มิใช่เพียงเป็นข้อความที่ศาลรับฟังไว้ “ประกอบข้อวินิจฉัย” เท่านั้น
คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นเพียงนำคำเบิกความของจำเลยมารับฟังประกอบข้อวินิจฉัยที่ว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบ และประกอบกับคำเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ แล้ววินิจฉัยถึงพฤติการณ์ต่าง ๆ มาเป็นข้อวินิจฉัยให้มีผลเป็นการแพ้ชนะกัน ดังนั้น ข้อความที่จำเลยเบิกความจึง “ไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี” จำเลยไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177
นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยในทางวิธีพิจารณาด้วยว่า หากโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนที่เห็นว่า คำเบิกความบางตอนไม่เป็นข้อสำคัญในคดี โจทก์ต้องใช้สิทธิ “อุทธรณ์” จะมายกขึ้นเพียงใน “คำแก้อุทธรณ์” เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์เปลี่ยนผลคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้
สรุป
คดีความผิดฐานเบิกความเท็จ ไม่ได้พิจารณาเพียงว่า คำเบิกความนั้น “เป็นเท็จ” หรือไม่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเป็น “ข้อสำคัญในคดีอย่างแท้จริง” หรือไม่ และต้องมีน้ำหนักถึงขนาดทำให้ผลแพ้ชนะคดีเปลี่ยนไปได้โดยอาศัยคำเบิกความนั้น
หากศาลเพียงรับฟังข้อความดังกล่าวไว้ “ประกอบข้อวินิจฉัย” มิได้ใช้เป็นเหตุหลักในการชี้ขาดแพ้ชนะ ข้อความนั้นย่อมยังไม่เป็น “ข้อสำคัญในคดี” และไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ
อีกประการหนึ่ง หากคู่ความไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าว ก็ต้องใช้สิทธิ “อุทธรณ์” ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จะยกขึ้นเพียงใน “คำแก้อุทธรณ์” ไม่ได้
ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา และถ้าศาลได้อาศัยพยานหลักฐานอันเป็นเท็จนั้นในการพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ใด หรือพิพากษาให้ผู้ใดถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท และถ้าศาลได้พิพากษาให้ผู้ใดถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
ผู้พยายามกระทำความผิดตามวรรคสอง ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ
ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ หรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง
การพิจารณาและพิพากษาคดีอุทธรณ์และฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีอำนาจเช่นเดียวกับศาลชั้นต้น เว้นแต่ที่บัญญัติไว้ในลักษณะนี้ หรือในกฎหมายอื่น