ฎีกาที่ 8208/2568

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ

⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568

เรื่อง
ความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน


📌 ประเด็นข้อกฎหมาย

จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตายหรือไม่


📝 ข้อเท็จจริง

อ. ขับรถจักรยานยนต์มีจำเลยนั่งซ้อนท้ายมาจอดบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพารา แล้วบอกจำเลยว่า จะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ โดยจำเลย ไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนและกระสุนปืน ที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้ในสวนยางพาราอยู่ก่อนแล้ว

จำเลยรออยู่ห่างจากจุดที่ อ. ซุกซ่อนอาวุธปืนและกระสุนปืนประมาณ 300 เมตร และห่างจากจุดที่ อ. เข้าไปนั่งซุ่มรอผู้ตายในสวนยางพาราที่เกิดเหตุอีกประมาณ 500 เมตร รวมระยะห่างประมาณ 800 เมตร

จำเลย ไม่เห็น ขณะ อ. สวมถุงมือและหยิบอาวุธปืน แม้จะรออยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ก็ตาม

จากบริเวณที่จำเลยรอไปจนถึงจุดที่ อ. ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเป็นสวนยางพาราทั้งหมด ซึ่งแม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ และเมื่อเหตุเกิดขึ้นในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้

ภายหลังจาก อ. ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีไป


⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8208/2568 วินิจฉัยว่า

“จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ อ. ฆ่าผู้ตาย ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ว่า จำเลย รู้มาก่อนแล้ว ว่า อ. ชักชวนจำเลยให้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จากอำเภอปากพนังไปหาผู้ตายที่อำเภอท่าศาลาเพื่อฆ่าผู้ตาย”

แต่เมื่อจำเลย ไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อน แม้เพิ่งมารู้ในขณะที่ อ. จอดรถบริเวณถนนปากทางเข้าสวนยางพาราโดยบอกว่าจะมาดักยิงคนและให้จำเลยรอ ทั้งยัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทราบเรื่องอาวุธปืน ที่ อ. นำมาซุกซ่อนไว้

ดังนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยรออยู่ห่างจากจุดซุกซ่อนอาวุธปืนและจุดซุ่มยิงเป็นระยะทางมาก โดยไม่เห็นขณะ อ. สวมถุงมือและหยิบอาวุธปืน แม้จำเลยจะรออยู่นานประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง ก็ “ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก” แก่ อ. ก่อนยิงผู้ตาย

อีกทั้ง ระยะทางจากบริเวณที่จำเลยรอกับจุดที่ อ. ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายห่างกันมากถึง 800 เมตร และบริเวณดังกล่าวเป็นสวนยางพาราทั้งหมด แม้ในเวลากลางวันก็ไม่อาจมองเห็นกันได้ เมื่อเหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน จำเลยย่อมไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์และเข้าไปช่วยเหลือ อ. ได้ทันท่วงที จึง “ไม่เป็นการให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก” แก่ อ. ขณะยิงผู้ตาย

ส่วนการที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์พา อ. หลบหนีไป ก็เป็นเหตุการณ์ “ภายหลังจากที่ อ. กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว” จึง “มิใช่เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก” แก่ อ. ฆ่าผู้ตาย


✅ หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษา

1. การจะเป็นผู้สนับสนุนได้
ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ก่อนว่า จำเลย “รู้มาก่อนแล้ว” ว่าไปเพื่อกระทำความผิด

2. การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก
ต้องเป็นการ ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกก่อนหรือขณะกระทำความผิด

3. การอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ
หากอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุจน ไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ และ ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ย่อมไม่ถือเป็นการสนับสนุน

4. การช่วยหลบหนีภายหลัง
หากเป็นการช่วยเหลือ ภายหลังจากความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว ก็ไม่ใช่การสนับสนุนความผิดเดิม


📚 สรุป

การที่จำเลยจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อเท็จจริงต้องฟังได้ก่อนว่า จำเลย “รู้มาก่อนแล้ว” ว่าไปเพื่อฆ่าผู้ตาย และได้ “ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวก” แก่ผู้กระทำผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด

แต่เมื่อจำเลยไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาก่อน ไม่ทราบเรื่องอาวุธปืนที่ซุกซ่อนไว้ และรออยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุจนไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์หรือเข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที พฤติการณ์ดังกล่าวจึง ไม่เป็นการสนับสนุน

ส่วนการพาหลบหนีภายหลังจากที่ผู้กระทำผิด “กระทำความผิดสำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว” ก็ไม่เป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดเช่นกัน


📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4)

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า