การส่งมอบรถยนต์ที่เป็นหลักประกันให้เจ้าหนี้ เพื่อนำไปขายทอดตลาด เป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้หรือไม่
การที่ลูกหนี้นำรถยนต์ซึ่งเป็นหลักประกันมาส่งมอบแก่เจ้าหนี้ภายหลังผิดนัดชำระหนี้ จะถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยอมรับเอาทรัพย์ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656 วรรคสอง อันทำให้หนี้ระงับไปตามมาตรา 321 วรรคหนึ่ง หรือเป็นเพียงการส่งมอบทรัพย์อันเป็นหลักประกันเพื่อให้เจ้าหนี้บังคับตามสัญญาและนำเงินมาหักชำระหนี้เท่านั้น
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2562 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 240,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 11.99898 ต่อปี ชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนเป็นงวดรายเดือน งวดละ 6,320 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 และงวดต่อไปทุกวันที่ 10 ของเดือนถัดไป โดยนำสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์มาให้โจทก์ยึดไว้
ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2563 จำเลยนำรถยนต์มามอบแก่โจทก์ หลังจากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้เงิน 78,000 บาท
ต่อมาโจทก์มีหนังสือลงวันที่ 2 เมษายน 2564 บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ และภายหลังยังมีหนังสือลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 และวันที่ 11 ตุลาคม 2564 แจ้งว่า หากจำเลยนำรถยนต์มาส่งมอบแก่โจทก์และมีการประมูลขายได้ราคาต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง โจทก์จะยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้แก่จำเลย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคสอง บัญญัติว่า
และมาตรา 321 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
ดังนั้น “การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม” อันจะทำให้หนี้ระงับไปนั้น จะต้องปรากฏว่า “ผู้ให้กู้ต้องให้ความยินยอม” ในการรับทรัพย์นั้นแทนเงินกู้ และต้องมีการตกลงกันด้วยว่า “สิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นที่นำมาชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้นมีราคาเท่ากับราคาในท้องตลาดในเวลา ณ สถานที่ส่งมอบนั้นเท่าใดหรือไม่ด้วย” เพื่อจะได้ทราบว่าหนี้เงินกู้ยืมระงับไปเป็นจำนวนเท่าใด
แต่คดีนี้ ได้ความตามสัญญากู้เงินว่า จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำรถยนต์มาเป็นหลักประกัน และตามสัญญากู้เงินข้อ 4.2 มีข้อตกลงว่า หากผู้กู้ผิดนัดผิดสัญญา และผู้ให้กู้ได้บอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่ผู้กู้เพิกเฉย ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้ยึดรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อนำไปขายทอดตลาด หรือให้ผู้ให้กู้บังคับเอาแก่หลักประกันด้วยวิธีอื่นใด เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายหรือบังคับเอาแก่หลักประกันมาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินได้ และหากผู้ให้กู้ขายรถหรือใช้สิทธิบังคับเอาแก่หลักประกันแล้วยังไม่พอชำระหนี้ที่ค้างชำระ ผู้กู้ยอมรับผิดชดใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้จนกว่าจะครบถ้วน
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยผิดนัดผิดสัญญาไม่สามารถชำระหนี้เงินกู้ให้แก่โจทก์ได้ จำเลยจึงนำรถยนต์มามอบให้แก่โจทก์ “เพื่อดำเนินการตามสัญญากู้เงินต่อไป” การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึง “มิใช่การเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืม” ตามมาตรา 656 วรรคสอง แต่เป็น “การส่งมอบรถยนต์ตามข้อสัญญากู้เงินข้อ 4.2 เพื่อให้โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์”
เมื่อได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินส่วนที่ขาดให้แก่โจทก์จนครบ โดยเมื่อโจทก์นำเงิน 78,000 บาท มาหักชำระหนี้แล้ว ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2563 อันเป็นวันที่จำเลยชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้าย จำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 115,378.56 บาท จึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย
1) ที่จำเลยอ้างว่า รถยนต์ที่นำมาเป็นหลักประกันมีมูลค่าคุ้มกับเงินที่กู้ยืมไป
ศาลเห็นว่า จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคามีมูลค่าคุ้มค่ากับเงินที่จำเลยกู้ยืมไป
2) ที่จำเลยอ้างจากภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์ว่า รถยนต์ของจำเลยมีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท
ศาลเห็นว่า แม้จะมีภาพถ่ายข้อมูลดังกล่าว แต่จำเลยไม่ได้นำเจ้าของรถยนต์ตามภาพถ่ายข้อมูลแสดงราคารถยนต์มาเบิกความยืนยันราคารถยนต์ดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่ารถยนต์ของจำเลยมีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท
3) ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จำเลยจึงเชื่อว่าโจทก์จะขายทอดตลาดรถยนต์ของจำเลยในราคาที่เหมาะสม
ศาลเห็นว่า ฎีกาดังกล่าว “เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ”
4) ที่จำเลยอ้างว่า สัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดให้โจทก์ต้องแจ้งวันนัดขายทอดตลาดรถยนต์ให้จำเลยทราบ จึงเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ศาลเห็นว่า แม้สัญญาจะไม่ได้กำหนดเช่นนั้น แต่ “มิใช่สัญญาที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบจำเลย” และ “สัญญากู้เงินจึงไม่เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม”
5) ที่จำเลยอ้างว่า รถมีราคาประเมิน 110,000 บาท แต่ขายทอดตลาดได้เพียง 78,000 บาท
ศาลเห็นว่า “ราคาประเมินรถยนต์ของจำเลยเป็นการประเมินราคาในชั้นต้นเพื่อประโยชน์ในการขายทอดตลาดเท่านั้น” และ “ราคาที่ประเมินไว้มิได้ผูกมัดโจทก์ หรือจำเลย หรือผู้มีส่วนได้เสียแต่ประการใด”
6) ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ใช้สิทธิโดยประมาทและไม่สุจริต เพราะไม่ถอนทรัพย์ออกจากการขายทอดตลาดเมื่อราคาไม่ถึงราคาประเมิน
ศาลเห็นว่า เป็นฎีกาที่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น จึง “เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ” และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
7) ที่จำเลยอ้างเรื่องมาตรการ “คืนรถจบหนี้”
ศาลเห็นว่า มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากจำเลยนำรถยนต์มามอบให้โจทก์และโจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ไปแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และจำเลยจะยกมาตรการดังกล่าวมาบังคับให้โจทก์ยกหนี้ส่วนที่เหลือและปิดบัญชีให้ไม่ได้ เพราะเป็น “เรื่องความพึงพอใจของโจทก์ฝ่ายเดียว”
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่ลูกหนี้นำรถยนต์ซึ่งเป็นหลักประกันมาส่งมอบแก่เจ้าหนี้ภายหลังผิดนัด ไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะปรากฏชัดว่าเจ้าหนี้ยินยอมรับทรัพย์นั้นแทนเงินกู้ และมีการตกลงมูลค่าทรัพย์ตามราคาท้องตลาดในเวลาและสถานที่ส่งมอบด้วย
หากตามสัญญามีข้อตกลงให้เจ้าหนี้ยึดรถไปขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาหักหนี้ และหากยังไม่พอให้ลูกหนี้รับผิดในส่วนที่ขาดอยู่ การส่งมอบรถเช่นนี้ย่อมเป็นเพียงการส่งมอบหลักประกันเพื่อบังคับตามสัญญา ลูกหนี้จึงยังต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือจนครบ