สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568
เรื่อง
กรอกจำนวนเงินกู้สูงกว่าที่กู้กันจริงในสัญญาที่มีลายมือชื่อผู้กู้ลงไว้แล้ว
ประเด็นข้อกฎหมาย
- การกระทำของจำเลยในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม กับความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันหรือไม่
- กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่
ข้อเท็จจริง
จำเลยปลอมเอกสารสิทธิด้วยการกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ในช่องผู้กู้ และแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกัน ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 2 ในช่องผู้ค้ำประกัน โดยโจทก์ทั้งสองไม่ยินยอม
ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2559 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ที่ 1 เป็นจำเลยในคดีแพ่ง ขอให้ชำระเงินตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ภายหลังจำเลยขอถอนฟ้องคดีนั้น
ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 จำเลยนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไปฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นจำเลยในคดีแพ่ง ขอให้ชำระเงินตามเอกสารดังกล่าว และวันที่ 25 เมษายน 2562 จำเลยเบิกความเป็นพยานอันเป็นเท็จในคดีดังกล่าว โดยความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี พร้อมทั้งนำสืบและแสดงพยานหลักฐานตามแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี อันเป็นพยานหลักฐานในข้อสำคัญแห่งคดี
ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าววินิจฉัยว่าเอกสารทั้งสองเป็นเอกสารปลอมแล้วพิพากษายกฟ้อง ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิขาดอายุความแล้ว เนื่องจากโจทก์ทั้งสองไม่ได้อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3911/2568 วินิจฉัยว่า
“จำเลยมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสองชำระเงินให้แก่จำเลยตามสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวที่เป็นเอกสารปลอม ต่อมาที่จำเลยเข้าเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีเป็นเพียงการกระทำที่สืบเนื่องต่อมาเพื่อให้บรรลุเจตนาของจำเลยที่มุ่งประสงค์จะให้จำเลยได้รับเงินที่โจทก์ทั้งสองต้องชำระแก่จำเลยตามคำพิพากษาเท่านั้น ความผิดต่าง ๆ อันจำเลยก่อขึ้นจึงอาศัยเจตนาอย่างเดียวกัน ไม่ได้แยกต่างหากจากกันเป็นหลายเจตนา... การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท”
“พฤติการณ์ที่จำเลยใช้หรืออ้างแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินและแบบพิมพ์หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมมาฟ้องโจทก์ทั้งสอง นับว่าเป็นการอาศัยศาลเป็นเครื่องมือในการบังคับโจทก์ทั้งสองให้ต้องรับผิดตามสัญญาที่มีการทำปลอมขึ้น ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลถูกบิดเบือนจากการใช้พยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้การวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลไม่เป็นไปโดยเที่ยงธรรมด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยเป็นข้าราชการบำนาญมีอายุมากถึง 79 ปี และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่จำเลยก็มิได้ประพฤติตนให้อยู่ในทำนองคลองธรรม กลับแสวงหาประโยชน์ด้วยการเป็นนายทุนปล่อยเงินกู้โดยมีพฤติการณ์เอารัดเอาเปรียบโจทก์ที่ 1 ผู้กู้ด้วยการกรอกข้อความจำนวนเงินกู้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้ซึ่งมีลายมือชื่อโจทก์ที่ 1 ลงไว้ ให้สูงกว่าที่กู้กันจริงโดยโจทก์ที่ 1 ไม่รู้เห็นยินยอม นับว่าเป็นการกระทำที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น กรณีสมควรต้องลงโทษจำคุกจำเลย... ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย”
สรุป
การใช้เอกสารสิทธิปลอมฟ้องคดีแพ่ง แล้วต่อมาเบิกความเท็จและนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีเดียวกัน โดยมีเจตนามุ่งให้คู่กรณีชำระเงินตามเอกสารปลอม เป็นการกระทำที่อาศัยเจตนาเดียวกัน จึงเป็น กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนพฤติการณ์ที่อาศัยศาลเป็นเครื่องมือบังคับให้ผู้อื่นต้องรับผิดตามเอกสารปลอม เป็นเรื่องร้ายแรง กระทบต่อความเที่ยงธรรมของกระบวนการยุติธรรม จึง ไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย
โทษที่ลงแก่จำเลย
จำคุก 2 ปี โดย ไม่รอการลงโทษจำคุก และ ไม่ปรับ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56, มาตรา 90, มาตรา 265, มาตรา 268 วรรคแรก