เรื่อง

การร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจโดยสุจริต เพื่อปกป้องส่วนได้เสียตามกฎหมาย ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จและหมิ่นประมาท

ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่จำเลยทำหนังสือร้องเรียนถึงหน่วยงานต่าง ๆ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และขอให้มีการสอบสวนเอาผิดทางวินัยแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานศุลกากร โดยข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ และมีข้อเท็จจริงบางส่วนคลาดเคลื่อนไปจากความจริง เช่นนี้ จะเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน แจ้งความเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา และหมิ่นประมาทหรือไม่

ข้อเท็จจริง

โจทก์รับราชการในตำแหน่งนักวิชาการศุลกากร ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายสืบสวนปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดผู้ได้รับสัมปทานดูดทราย โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1

ต่อมา จำเลยทั้งสามทราบเหตุอันน่าเชื่อว่ามีเรือของห้างหุ้นส่วนจำกัดอีกแห่งหนึ่งรุกล้ำเข้ามาดูดทรายในน่านน้ำสัมปทานของจำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือถึงนายอำเภอและนายด่านศุลกากรนครพนม ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดูดทรายและการนำเข้าทรายตามกฎหมายศุลกากร

ต่อมานายอำเภอแจ้งผลตรวจสอบว่า พบการดูดทรายบริเวณฝั่งตรงข้ามพื้นที่สัมปทานของจำเลยที่ 1 ในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของด่านศุลกากรนครพนมในการพิจารณาตามกฎหมายศุลกากร

ภายหลัง ด่านศุลกากรนครพนมลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วบันทึกว่า

...“ผลการตรวจสอบไม่พบสินค้าและไม่มีการยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย ทั้งไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ”...

แต่ภายหลังกลับมีหนังสือให้จำเลยส่งเอกสารเพิ่มเติมเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จำเลยทั้งสามจึงทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากศุลกากรมิได้ดำเนินการใด ๆ กับผู้กระทำความผิด ก็ขอให้มีการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วย

โจทก์จึงฟ้องว่า ข้อความบางส่วนในหนังสือร้องเรียนของจำเลยทั้งสามเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับพวกพบเห็นการกระทำความผิด แต่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย อันเป็นการละเว้นหน้าที่ ทั้งที่ความจริงฝ่ายปกครองเป็นผู้ตรวจสอบพบ จึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จและใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5796/2567 วินิจฉัยว่า

ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 เป็นบททั่วไป ส่วนความผิดตามมาตรา 172 และ 173 เป็นบทเฉพาะเกี่ยวกับการแจ้งความเท็จในเรื่องความผิดอาญา และความผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 ต้องเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียหาย โดยความผิดทั้งหมดดังกล่าว

...“จะต้องกระทำไปโดยเจตนาโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ ไม่ว่าประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล”...

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสามมีหนังสือแจ้งให้ตรวจสอบห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวแต่แรกนั้น เป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามสัมปทานของจำเลยที่ 1 และการที่มีหนังสือร้องเรียนต่อไปภายหลัง ก็มีที่มาจากข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อด่านศุลกากรตรวจสอบแล้วไม่พบการทำกิจกรรมใด ๆ แต่ก็มิได้แจ้งเหตุและผลการตรวจสอบแก่จำเลยทั้งสามอย่างชัดเจน กลับขอเอกสารเพิ่มเติมจากจำเลยทั้งสามอีก

เมื่อพิเคราะห์ข้อความในหนังสือร้องเรียนตลอดแล้ว ศาลเห็นว่าเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น อันมีผลกระทบต่อสิทธิในสัมปทานดูดทรายของจำเลยที่ 1 โดยมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ บุคคล และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามลำดับขั้นตอนของเหตุการณ์ แม้จะมีข้อความบางส่วนพาดพิงถึงโจทก์ในทำนองว่าโจทก์ตรวจสอบพบการดูดทรายแล้วไม่ดำเนินการ แต่ตอนท้ายของหนังสือร้องเรียนก็ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า ต้องการให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการสอบสวนเอาผิดทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรนครพนมที่มิได้ดำเนินการใด ๆ เท่านั้น

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสาม

...“เพียงเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในสัมปทานการดูดทราย เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเพื่อความชอบธรรมตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย”...

ข้อความในหนังสือร้องเรียนจึง

...“เป็นการแจ้งข้อเท็จจริงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงโดยสุจริต”...

แม้จะมีข้อเท็จจริงบางส่วนพาดพิงเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการปฏิบัติงานของโจทก์กับเจ้าพนักงานศุลกากรนครพนม ก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงที่มีเหตุอันควรสงสัยและคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร โดยมีจุดประสงค์ที่แท้จริง

...“เพื่อต้องการให้มีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการทางวินัยเท่านั้น มิได้มุ่งประสงค์ต้องการให้มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันในความผิดเพื่อให้ต้องรับโทษทางอาญาแต่อย่างใด”...

ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสามทำหนังสือร้องเรียน แม้มีข้อความบางส่วนกล่าวพาดพิงถึงการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ก็ยัง

...“ไม่มีข้อบ่งชี้ที่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามมีเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์เกี่ยวกับความผิดอาญา และใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์”...

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่พิพากษายกฟ้อง และพิพากษายืน

สรุป

การร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเข้าใจ โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นจริง และกระทำไปโดยสุจริตเพื่อปกป้องสิทธิหรือส่วนได้เสียตามกฎหมายของตน แม้ข้อเท็จจริงบางส่วนจะคลาดเคลื่อนไปบ้างตามควร หรือมีข้อความพาดพิงถึงเจ้าพนักงาน ก็ยังไม่เพียงพอจะถือว่าเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือหมิ่นประมาท หากยังไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอว่าผู้ร้องมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษทางอาญา

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172

• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173

• ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

#เพจฎีกาศึกษา #สรุปฎีกา #กฎหมายอาญา #แจ้งความเท็จ #หมิ่นประมาท
โทนสีวันศุกร์