ฎีกาที่ 5073/2566

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2566
เรื่อง

การยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อน และข้อจำกัดในการอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ประเด็นข้อกฎหมาย
1. เมื่อจำเลยในคดีก่อนถูกพิพากษาให้รอการกำหนดโทษไว้ และคดีนั้นถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดซ้ำ การขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 จะต้องยื่นคำขอในคดีใด
2. การอุทธรณ์หรือฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น จะกระทำได้หรือไม่
ข้อเท็จจริง

คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 358 ระหว่างพิจารณา นางสาว ฟ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 นำโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันในการขอปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามฟ้อง และ ...ให้รอการกำหนดโทษจำเลยทั้งสามไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56...

ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ โดยฉบับแรกอ้างว่าโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 เป็นของโจทก์ร่วม ขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดดังกล่าวเป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนคำร้องฉบับที่สองอ้างว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดซ้ำ ขอให้กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้และลงโทษจำเลยทั้งสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องทั้งสองฉบับ และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่โจทก์ร่วมจะฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2566 วินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามในคดีนี้ต้องคำพิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคดีถึงที่สุดแล้ว ที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสามตามที่ศาลชั้นต้นรอการกำหนดโทษไว้นั้น ...ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติหลักเกณฑ์เรื่องการบวกโทษว่า ศาลที่พิพากษาคดีหลังจะกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง... แสดงว่า การขอในกรณีเช่นนี้ กฎหมายประสงค์ให้โจทก์ในคดีหลังยื่นคำขอให้บวกโทษ ...จะมายื่นคำร้องในคดีนี้ซึ่งเป็นคดีก่อนและถึงที่สุดไปแล้วไม่ได้ เพราะจะเป็นการแก้ไขคำพิพากษา... ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้อายัดโฉนดที่ดินเลขที่ 5793 และมีคำสั่งให้โอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เดิมโจทก์ร่วมยื่นคำร้องฉบับแรกขอให้เพิกถอนการใช้โฉนดเลขที่ 5793 เป็นหลักประกันตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้อายัดโฉนดเลขที่ 5793 จึงเป็น ...การยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์... ซึ่งโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวก็ไม่ชอบ อีกทั้ง ...ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ร่วมที่จะฎีกา... ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

สำหรับที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้สั่งจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้อง 254,500 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ร่วม ...เพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์... ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัยเพราะเป็น ...ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น... ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

สรุป

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า ...การขอให้กำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ต้องไปยื่นคำขอในคดีหลัง... จะมายื่นคำร้องในคดีก่อนที่ถึงที่สุดแล้วไม่ได้ เพราะเป็นการแก้ไขคำพิพากษาเดิม อีกทั้ง ...ข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น... ย่อมต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ และเมื่อไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ก็ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะฎีกาต่อไปได้เช่นกัน

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56, 58

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, 252

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4, 22

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า