สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้โอนเงินร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลรวม 29 ครั้ง เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
ข้อเท็จจริง
จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลอกลวงโจทก์ โดยอธิบายขั้นตอนในการซื้อและการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งแนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย
โดยการหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้ง จำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ และในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์หรือผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ว่า ได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด
บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้ว จำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้วางใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก รวมการกระทำที่โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสิ้น 29 ครั้ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568 วินิจฉัยว่า
การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่า ประสงค์ที่จะหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป
การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
อนึ่ง ในส่วนดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้เปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ
สรุป
การหลอกลวงที่มีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จแยกกันในแต่ละครั้ง มีรายละเอียดและจำนวนเงินแตกต่างกัน และจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เองในแต่ละครั้ง ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาหลอกลวงที่แยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1), มาตรา 90, มาตรา 91, มาตรา 341
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7, มาตรา 224
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 252
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40