นำหนี้เงินกู้ที่ไม่มีหลักฐาน หนี้ยืมทองคำ และหนี้ค่าแชร์ มารวมทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงิน ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่
หนี้เงินกู้ตามฟ้องมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับได้หรือไม่
โจทก์และจำเลยเล่นแชร์ด้วยกัน และต่างเป็นนายวงแชร์ โดยโจทก์เล่นแชร์กับจำเลย 2 วง ส่วนจำเลยเล่นแชร์กับโจทก์ 4 วง
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2562 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์เป็นเงิน 830,000 บาท โดยในสัญญาระบุว่า จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนแล้ว หนี้ตามสัญญากู้ดังกล่าวเกิดจากการนำหนี้เงินกู้ 100,000 บาท หนี้ยืมทองคำ 19 บาท มูลค่า 300,000 บาท และหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์และจำเลยเป็นนายวง มารวมกันเป็นหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน โดยไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ และไม่กำหนดอัตราดอกเบี้ย
ภายหลังมีการหักทอนยอดหนี้ยืมทองคำ และมีการชำระหนี้บางส่วนหลังจากทวงถาม ทำให้คงเหลือหนี้ที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์จำนวน 688,227 บาท
แม้หนี้เงินกู้เดิมจำนวน 100,000 บาท จะไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ เพียงแต่โจทก์ไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีจากหนี้เดิมนั้นได้โดยตรง อย่างไรก็ดี คู่กรณีย่อมสามารถตกลงกันทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นใหม่เพื่อให้บังคับกันได้ และการส่งมอบเงินกู้ไม่จำเป็นต้องส่งมอบในวันทำสัญญา จะส่งมอบก่อนหรือหลังทำสัญญาก็ได้ เมื่อจำเลยรับว่าเป็นหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวจริง หนี้ส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์
ส่วนหนี้ยืมทองคำ ปรากฏว่ามีการถ่ายภาพการส่งมอบทองคำ มีหลักฐานการที่จำเลยนำทองคำไปจำนำ และมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายประกอบ แม้ภายหลังจะมีการไถ่ถอนทองคำคืนโจทก์ แต่ก็เป็นการกระทำภายหลังจากที่มีการทำสัญญากู้ยืมเงินแล้ว อีกทั้งโจทก์และจำเลยยังมีการตรวจสอบยอดหนี้ในส่วนนี้ว่าค้างชำระกันอีก 134,617 บาท หนี้ส่วนนี้จึงสมบูรณ์เช่นกัน
สำหรับหนี้ค่าแชร์ เมื่อมีการนำมารวมกับหนี้เงินกู้และหนี้ยืมทองคำ แล้วจัดทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยยอมรับว่ามีการทำสัญญากู้ยืมเงินจริง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าหนี้ค่าแชร์อาจเป็นโมฆะตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6 นั้น จำเลยเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่า ในช่วงเวลาเดียวกันโจทก์มีการจัดให้เล่นแชร์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนวงแชร์ จำนวนสมาชิก หรือทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันทุกวง เมื่อจำเลยไม่นำสืบ ศาลจึงฟังไม่ได้ว่าหนี้ค่าแชร์ที่โจทก์เป็นนายวงเป็นโมฆะ
และเมื่อมีการนำหนี้ทั้งสามประเภทมารวมกันเป็นหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยตกลงก่อหนี้ขึ้นมาใหม่โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ อันมีลักษณะเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่
ส่วนเรื่องดอกเบี้ยนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จึงต้องเป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้หนี้เดิมบางส่วนจะไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืม หรือเป็นหนี้คนละประเภทกัน เช่น หนี้เงินกู้ หนี้ยืมทองคำ และหนี้ค่าแชร์ หากคู่กรณีนำหนี้เหล่านั้นมารวมกันและจัดทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงินฉบับใหม่ โดยมีเจตนาให้หนี้เดิมระงับ ก็ย่อมเป็นการแปลงหนี้ใหม่ และใช้บังคับกันได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหนี้แต่ละส่วนมีมูลอยู่จริง
นอกจากนี้ หากฝ่ายจำเลยอ้างว่าหนี้ค่าแชร์เป็นโมฆะตามกฎหมายการเล่นแชร์ จำเลยย่อมต้องเป็นฝ่ายนำสืบให้เข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายห้ามไว้เอง หากไม่นำสืบ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังตามข้ออ้างนั้นได้
ป.พ.พ. มาตรา 349
ป.พ.พ. มาตรา 650 วรรคสอง
ป.พ.พ. มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 84/1
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 มาตรา 6