สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2563
เรื่อง: ที่ดินชายทะเลนอกเขต น.ส. 3 ก. เป็นที่ดินของรัฐ และศาลมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกับให้ออกจากที่ดินของรัฐได้ แม้ไม่มีคำขอท้ายฟ้อง
ประเด็นข้อกฎหมาย:
- เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเลและอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จะถือเป็นที่ดินของรัฐหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องโดย ไม่จำต้องปฏิบัติตามขั้นตอน ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง หรือไม่
- การที่จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 จะตัดอำนาจฟ้องคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่
- ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินของรัฐได้หรือไม่ แม้โจทก์มิได้มีคำขอท้ายฟ้อง
ข้อเท็จจริง:
เดิม ด. บิดาของจำเลย เป็นผู้ครอบครองที่ดินในท้องที่ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ระบุว่าทิศใต้จดทะเล และต่อมาขอออกเป็น หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ซึ่งก็ระบุว่าทิศใต้จดทะเล เช่นกัน
ต่อมาเมื่อปี 2512 มีการบริจาคที่ดินทางทิศใต้ให้แก่ทางราชการเพื่อสร้างถนนสาธารณประโยชน์ ครั้นต่อมาเมื่อมีการออก น.ส. 3 ก. ในปี 2530 จึงระบุว่า ทิศใต้จดถนนสาธารณประโยชน์ แทน
ภายหลัง ด. ถึงแก่ความตาย จำเลยกับพี่น้องรับโอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาทางมรดก ต่อมาเจ้าพนักงานของเทศบาลตำบล ป. ออกตรวจสอบพบว่า จำเลยปลูก อาคารไม้ชั้นเดียว อยู่ติดชายทะเลบริเวณ อ่าวยามู โดยอาคารดังกล่าวอยู่ทางทิศใต้ของถนนสาธารณประโยชน์ และไม่ได้ขออนุญาตก่อสร้าง จึงมีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังจากมีการบริจาคที่ดินเพื่อสร้างถนนแล้ว ที่ดินของ ด. ด้านทิศใต้ไม่ได้ติดทะเลอีกต่อไป ดังนั้น ที่ดินชายทะเลที่อยู่ทางทิศใต้ของถนนสาธารณประโยชน์ดังกล่าว จึงเป็นที่ดินนอกเขต น.ส.3 ก. ของ ด. และถือเป็น ที่ดินของรัฐ ประเภทสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน จำเลยย่อมมีสิทธิครอบครองได้เฉพาะที่ดินภายในเขต น.ส. 3 ก. เท่านั้น ไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินชายทะเลซึ่งอยู่นอกเขตดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2365/2563 วินิจฉัยว่า:
เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. ของบิดาจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2) และมาตรา 108 ทวิ วรรคสอง โดย ไม่จำต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง หรือต้องมีการเวนคืนให้ที่ดินตกมาเป็นของรัฐ หรือร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเสียก่อน
ส่วนกรณีที่จำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในระหว่างอุทธรณ์ ไม่ให้ผู้อุทธรณ์หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นกระทำการใดแก่อาคารอันเป็นมูลกรณีแห่งการอุทธรณ์ ซึ่ง ไม่เกี่ยวกับการดำเนินคดีในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ ระหว่างจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังกล่าว
สำหรับที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินของรัฐ เป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์มิได้มีคำขอส่วนนี้มาท้ายฟ้อง แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2), 108 ทวิ วรรคสอง โดยมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพักอาศัยอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการ เข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินของรัฐได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ โดย ไม่จำต้องไปฟ้องเป็นคดีแพ่งต่างหาก เพราะเป็นการ บังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หาใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอไม่
สรุป:
คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักชัดว่า เมื่อ ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นที่ชายทะเล และอยู่นอกเขต น.ส. 3 ก. โดยไม่ปรากฏว่าบุคคลใดมีเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว ย่อม ถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ โจทก์มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ทันที โดย ไม่จำต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 วรรคหนึ่ง และไม่ต้องรอผลการอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร อีกทั้งเมื่อจำเลย เข้าไปยึดถือ ครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและให้จำเลยกับบริวารออกจากที่ดินของรัฐได้ตามมาตรา 108 ทวิ วรรคสี่ แม้โจทก์จะมิได้มีคำขอท้ายฟ้องก็ตาม เพราะเป็นการ บังคับให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 (1) (2)
- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 วรรคหนึ่ง
- ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 108 ทวิ วรรคสอง และวรรคสี่
- ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360
- พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 52 วรรคห้า
แบ่งปันบทความนี้: