สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2035/2568
การจดทะเบียนรับรองบุตรในระหว่างพิจารณาคดีและอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์
ประเด็นข้อกฎหมาย
ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยยังไม่มีสถานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ แต่ต่อมาระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จำเลยได้จดทะเบียนรับรองบุตรผู้เยาว์แล้ว เช่นนี้ จำเลยย่อมเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่บุตรผู้เยาว์เกิด และเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกับโจทก์หรือไม่
เมื่อบุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของทั้งโจทก์และจำเลยแล้ว ปัญหาว่าบุตรผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลย ศาลต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ใดเป็นสำคัญ
ข้อเท็จจริง
โจทก์กับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย ฒ. บุตรผู้เยาว์
ต่อมาประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2564 โจทก์กับจำเลยเลิกรากัน โจทก์ย้ายไปพักอาศัยที่บ้านของบิดาโจทก์ โจทก์ประสงค์จะรับบุตรผู้เยาว์ไปอยู่ด้วย แต่จำเลยขัดขวางไม่ยอมส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืน
โจทก์จึงฟ้องอ้างว่า โจทก์เป็นมารดาชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์เพียงผู้เดียว จึงมีอำนาจกำหนดที่อยู่ของบุตรและเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักตัวบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยไม่ใช่บิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์และยังไม่ได้จดทะเบียนรับรองผู้เยาว์เป็นบุตร จึงไม่มีสิทธิกักตัวบุตรไว้
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ฒ. บุตรผู้เยาว์ของโจทก์กับจำเลยมาตลอด โดยจำเลยเป็นผู้แจ้งการเกิดของบุตรผู้เยาว์ ยินยอมให้ใช้นามสกุล อุปการะเลี้ยงดู และแสดงออกต่อสาธารณชนว่าผู้เยาว์เป็นบุตรของจำเลย ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอรับรองบุตรต่อศาลชั้นต้น และระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นายทะเบียนได้จดทะเบียนรับรองบุตรให้จำเลยเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2565
ข้อเท็จจริงรับฟังได้อีกว่า ตั้งแต่โจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2562 บุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลยเรื่อยมา กระทั่งวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ที่โจทก์ออกจากบ้านของจำเลย บุตรผู้เยาว์ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยพาบุตรผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และเป็นผู้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เรื่อยมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2035/2568 วินิจฉัยว่า
แม้ขณะโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยยังไม่มีสถานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ แต่เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จำเลยได้จดทะเบียนรับรองบุตรผู้เยาว์แล้ว โดยมาตรา 1557 กำหนดให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายกรณีที่บิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด และมาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา
เมื่อนายทะเบียนจดทะเบียนการรับรองบุตรให้แล้ว จำเลยจึงเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่บุตรผู้เยาว์เกิด และเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ด้วย บุตรผู้เยาว์จึงอยู่ในอำนาจปกครองของทั้งโจทก์กับจำเลยแล้วตามกฎหมาย หากโจทก์หรือจำเลยไม่ต้องการให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือต้องการถอนอำนาจปกครอง ก็สามารถดำเนินคดีใหม่เป็นคดีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าว
ส่วนปัญหาว่าบุตรผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับโจทก์หรือจำเลยนั้น ศาลต้องคำนึงถึง สวัสดิภาพ อนาคต และประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ รวมทั้งฐานะ ความสามารถ และสภาพแวดล้อมในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ด้วย
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตั้งแต่โจทก์คลอดบุตรผู้เยาว์ บุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่ที่บ้านจำเลยเรื่อยมา และภายหลังโจทก์ออกจากบ้านของจำเลย บุตรผู้เยาว์ก็ยังคงอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จำเลยพาบุตรผู้เยาว์เข้ารับการศึกษาที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยโจทก์ก็เคยตกลงยินยอมให้บุตรผู้เยาว์เรียนหนังสือและพักอาศัยอยู่กับจำเลย
แม้ก่อนวันที่ 11 ตุลาคม 2565 จำเลยยังมิได้มีสถานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ แต่จำเลยซึ่งเป็นบิดาก็ได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เรื่อยมา ศาลย่อมนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์ได้ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่าจำเลยประกอบธุรกิจร่วมกับครอบครัว มีรายได้ และยังมีทรัพย์สินอื่น
เมื่อบุตรผู้เยาว์พักอาศัยอยู่ที่บ้านของจำเลยมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน การที่ต้องให้บุตรผู้เยาว์ย้ายไปอยู่กับโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมส่งผลกระทบต่อการปรับตัวและสภาพจิตใจของบุตรผู้เยาว์ รวมทั้งอาจก่อให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการเข้ารับการศึกษาของบุตรผู้เยาว์ และเป็นการให้บุตรผู้เยาว์ไปเผชิญสภาพแวดล้อมใหม่ หาโรงเรียนใหม่ และเข้าสู่สังคมใหม่ ซึ่งในชั้นนี้ด้วยวัยของบุตรผู้เยาว์ไม่ปรากฏว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์หรือบุตรผู้เยาว์จะได้รับประโยชน์หรือไม่
ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของจำเลย และให้โจทก์มีสิทธิรับบุตรผู้เยาว์ไปดูแลช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ โดยไม่จำต้องวินิจฉัยให้การกำหนดถิ่นที่อยู่ของบุตรผู้เยาว์เป็นไปตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น เพราะการตกลงดังกล่าวเป็นเพียงการตกลงเบื้องต้นในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเท่านั้น
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
สรุป
การที่บิดาจดทะเบียนรับรองบุตรในระหว่างการพิจารณาคดี มีผลทำให้บิดาเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่บุตรผู้เยาว์เกิด และทำให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของทั้งบิดาและมารดาตามกฎหมาย
ส่วนการกำหนดว่าบุตรผู้เยาว์สมควรจะอยู่กับฝ่ายใดนั้น ศาลต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพ อนาคต และประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นสำคัญ รวมทั้งฐานะ ความสามารถ และสภาพแวดล้อมในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ด้วย โดยเฉพาะความต่อเนื่องในการเลี้ยงดู การศึกษา และผลกระทบต่อการปรับตัวและสภาพจิตใจของเด็ก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557
มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง
ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยยังไม่มีสถานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ แต่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นายทะเบียนจดทะเบียนการรับรองบุตรให้จำเลยแล้ว จำเลยจึงเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของบุตรผู้เยาว์ย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่บุตรผู้เยาว์เกิดและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 และ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง และบุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของทั้งโจทก์กับจำเลยแล้วตามกฎหมาย หากโจทก์หรือจำเลยไม่ต้องการให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในอำนาจปกครองของอีกฝ่ายหนึ่งหรือต้องการถอนอำนาจปกครองสามารถดำเนินคดีใหม่เป็นคดีมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรได้