สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2568
เรื่อง: การขอรับฟังสำเนาเอกสารแทนต้นฉบับและการสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ประเด็นข้อกฎหมาย
ศาลจะรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ ในกรณีที่จำเลยคัดค้านว่าเป็นเพียงสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอม
ข้อเท็จจริง
- ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์
- ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากโจทก์ และได้บอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งเจ็ดทราบแล้ว
- ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์
- จำเลยทั้งเจ็ดคัดค้านว่า สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นสำเนาเอกสารมิใช่ต้นฉบับ ไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ และสำเนาเอกสารดังกล่าวปลอมและไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ
- ในชั้นไต่สวน ทนายความผู้ร้องเบิกความตอบคำถามค้านว่า ไม่ทราบว่าจะมีการไต่สวนในวันนี้ ประกอบกับในการเบิกต้นฉบับดังกล่าวต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงยังไม่ได้ทำเรื่องขอเบิกต้นฉบับ
คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักว่า:
ในการไต่สวน ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยทั้งเจ็ดซักค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วอย่างเต็มที่ ประกอบกับจำเลยทั้งเจ็ดมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบตามที่คัดค้านไว้แต่อย่างใด การที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนเสร็จและมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารมาสืบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 93 (2) ดังนี้ ศาลจึงรับฟังสำเนาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นพยานหลักฐานได้
📌 สรุป
แม้เอกสารที่นำมาสืบจะเป็นเพียงสำเนาและถูกอีกฝ่ายคัดค้าน แต่หากศาลได้ให้โอกาสฝ่ายที่คัดค้านทำการซักค้านอย่างเต็มที่แล้ว และฝ่ายที่คัดค้านไม่ได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง การที่ศาลมีคำสั่งชี้ขาดให้ตามคำร้อง ถือว่าศาลได้ใช้ดุลพินิจ เห็นว่าเป็นกรณีจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ที่จะอนุญาตให้นำสำเนาเอกสารนั้นมาสืบแทนต้นฉบับได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) สำเนาเอกสารนั้นจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้โดยชอบด้วยกฎหมาย