สรุปย่อคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อผ. 229/2568
เรื่อง: ความรับผิดของกรมทางหลวงกรณีต้นไม้ในเขตป่าสงวนล้มทับรถยนต์ และการคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่
๑ประเด็นข้อกฎหมาย
- หน้าที่ในการดูแลรักษาทางหลวง: กรมทางหลวงมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในเขตทางหลวงที่พาดผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือไม่
- เหตุสุดวิสัย: กรณีฝนตกทำให้ต้นไม้ที่มีสภาพผุพังล้มทับรถยนต์ ถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่
- ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ: ผู้ประกอบการรถโดยสารที่มีรถสำรองวิ่งแทน มีสิทธิเรียกค่าขาดรายได้ระหว่างซ่อมหรือไม่
- อัตราดอกเบี้ยผิดนัด: การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดภายหลังการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564)
๒ข้อเท็จจริง
- เหตุการณ์: เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 05.45 น. รถโดยสารประจำทางของผู้ฟ้องคดี (สายกรุงเทพฯ-แม่ฮ่องสอน) ถูกต้นไม้ ("ไม้กุ๊ก" หรือ "ไม้เกล็ด") ล้มทับขณะขับผ่านทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณ กม. 130-131 ท่ามกลางฝนตก ทำให้รถเสียหายหนักและมีผู้บาดเจ็บ
- สภาพพื้นที่: จุดเกิดเหตุอยู่ในเขตทางหลวง (กว้างด้านละ 30 เมตร) แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวน/เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา
- สภาพต้นไม้: เป็นไม้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ห่างจากไหล่ทาง 2.60 เมตร จากภาพถ่ายพบร่องรอยลำต้นผุพัง
- ข้อต่อสู้ของกรมทางหลวง: อ้างว่าเป็นเขตป่าไม้ กรมทางหลวงไม่มีอำนาจตัดต้นไม้โดยพลการ ต้องขออนุญาตกรมป่าไม้ก่อน และอ้างว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจากพายุฝน
๓คำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด
- กรมทางหลวงมีความผิด: ศาลวินิจฉัยว่า "ทางหลวง" ตาม ม.4 พ.ร.บ. ทางหลวงฯ หมายความรวมถึงต้นไม้ในเขตทางหลวงด้วย แม้จะอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ซึ่งต้องขออนุญาตตัด แต่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ต้องตรวจตราและใช้ความระมัดระวัง หากพบต้นไม้ไม่ปลอดภัยต้องรีบประสานงานหรือดำเนินการ การอ้างว่าตรวจแล้วไม่พบทั้งที่ต้นไม้ผุพัง ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่
- ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย: แม้มีฝนตก แต่ไม่มีพายุลมแรงผิดปกติ และต้นไม้ล้มเพียงต้นเดียว ประกอบกับสภาพต้นไม้ผุพังอยู่เดิม จึงเป็นเหตุที่ป้องกันได้หากมีการบำรุงรักษาที่ดี ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
- ไม่ได้ค่าขาดประโยชน์ (ค่าขาดรายได้): ศาลยกคำขอนี้ เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมีรถสำรองในระบบบริหารจัดการมาวิ่งทดแทนได้ และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการใช้รถสำรองนั้น
-
การคำนวณดอกเบี้ย (จุดสำคัญ): เนื่องจากมีการใช้ พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ศาลจึงกำหนดดอกเบี้ยเป็น 2 ช่วง:
- ช่วงที่ 1: อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (31 ก.ค. 2556) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564
- ช่วงที่ 2: อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
📌 บทสรุป
ศาลพิพากษาแก้ ให้กรมทางหลวงชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์จำนวน 894,945.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราใหม่ โดยวางบรรทัดฐานสำคัญว่า
"การอ้างว่าเป็นเขตป่าสงวน ไม่สามารถนำมาปัดความรับผิดในการดูแลความปลอดภัยบนทางหลวงได้"