สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568
การคิดดอกเบี้ยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
ขัด ป.พ.พ. มาตรา 224/1 หรือไม่?
? ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจ
การกำหนดเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และคิดดอกเบี้ยจาก "ต้นเงินคงค้างทั้งหมด" (ไม่ใช่เฉพาะงวดที่ผิดนัด) จะถือว่าขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224/1 หรือไม่?
ข้อเท็จจริงโดยย่อ
โจทก์ (บริษัทเครดิตฟองซิเอร์) ฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ ระหว่างพิจารณาคดีได้ทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ โดยมีข้อตกลงสำคัญว่า:
"หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินคงค้างชำระ ณ วันผิดนัด"
จำเลยอุทธรณ์ฎีกาว่าข้อตกลงนี้ขัดกฎหมาย เพราะตาม ป.พ.พ. มาตรา 224/1 ควรคิดดอกเบี้ยผิดนัดเฉพาะจากงวดที่ค้างชำระเท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกา วินิจฉัยวางหลักไว้ 3 ข้อ
- 1. สถานะของลูกหนี้ จำเลยกู้เงินจำนวนมาก (16 ล้านบาท) ในอัตราดอกเบี้ย MLR (ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี) แสดงว่าไม่ใช่การกู้เพื่ออุปโภคบริโภคแบบรายย่อย จึงไม่อาจนำประกาศ ธปท. เรื่องการคิดดอกเบี้ยผิดนัดสำหรับลูกหนี้รายย่อยมาบังคับใช้โดยตรงได้
- 2. อำนาจของสถาบันการเงิน โจทก์เป็นเครดิตฟองซิเอร์ มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีได้ตามกฎหมายเฉพาะ (พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินฯ) ซึ่งอัตราที่ตกลงกันไม่เกินกว่าสิทธิที่โจทก์พึงมี
- 3. ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 เนื่องจากโจทก์ได้ ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องบังคับชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว จึงไม่ถือเป็นกรณีที่จำเลยมีหน้าที่ผ่อนชำระหนี้เป็นงวดแบบปกติอีกต่อไป ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมฯ ที่ให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินค้างชำระทั้งหมดหากผิดนัด จึงสามารถทำได้โดยชอบ
บทสรุปสำคัญ
แม้ ป.พ.พ. มาตรา 224/1 จะคุ้มครองให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดได้เฉพาะจาก "งวดที่ผิดนัด"
แต่หากเจ้าหนี้ได้ "บอกเลิกสัญญาและฟ้องเรียกเงินต้นทั้งหมดแล้ว" (หนี้ถึงกำหนดชำระทั้งหมด) ต่อมามีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากลูกหนี้ผิดนัดตามสัญญายอมฯ อีก เจ้าหนี้สามารถกลับไปคิดดอกเบี้ยจาก "เงินต้นคงค้างทั้งหมด" ได้ ไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย
เรียบเรียงจาก: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2274/2568