สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2567
📌 เรื่อง: โทรสั่งของข้ามจังหวัด... สัญญาเกิดที่ไหน และฟ้องคดีที่ศาลไหนได้บ้าง?
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) หรือไม่?
📝 ข้อเท็จจริง
- โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ จังหวัดสมุทรปราการ
- จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายยางรถยนต์ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดกาญจนบุรี
- จำเลยที่ 2 หรือพนักงาน โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์
- โจทก์ตอบตกลงขายให้ทางโทรศัพท์ และออกหลักฐานเป็นสำเนาใบกำกับภาษี/สำเนาใบกำกับสินค้าที่บริษัทโจทก์
📖 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2567 วินิจฉัยวางหลักว่า:
ในการเสนอคำฟ้องนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า:
คำว่า “มูลคดี” หมายถึง เหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้อง ซึ่งมูลคดีของเรื่องนี้เป็นเรื่องสัญญาซื้อขาย
การที่จำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 356 บัญญัติให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า
การทำคำเสนอทางโทรศัพท์ มีผลเพียงว่าหากมิได้บ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองไว้ เสนอ ณ ที่ใดเวลาใด ก็ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้นเท่านั้น แต่มิได้บัญญัติไปถึงกับให้ถือว่าขณะนั้นทั้งผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย
เมื่อขณะเจรจาตกลงทำสัญญา จำเลยที่ 2 อยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโจทก์อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งสองจังหวัดจึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน
โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงสมุทรปราการ) อันเป็นศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลได้
การที่จำเลยที่ 2 ได้รับคำสนองรับจากโจทก์ เป็นเพียงข้อพิจารณาว่าสัญญาเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ มิได้ทำให้สถานที่ที่จำเลยที่ 2 อยู่เป็นสถานที่มูลคดีเกิดเพียงแห่งเดียวแต่อย่างใด
💡 สรุปใจความสำคัญ
การทำคำเสนอซื้อขายทางโทรศัพท์ แม้กฎหมายจะให้ถือว่าเป็นคำเสนอแก่บุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เสนอและผู้สนองอยู่ในสถานที่เดียวกันด้วย
เมื่อจำเลยที่ 2 โทรศัพท์สั่งซื้อสินค้าจาก จังหวัดกาญจนบุรี และโจทก์ตอบตกลงขายจาก จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งสองจังหวัดจึงต่างเป็นสถานที่ก่อให้เกิดสัญญาซื้อขายรายนี้ร่วมกัน อันเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดขึ้นได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแขวงสมุทรปราการได้