ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 (นายจ้าง) ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้ง 86 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างในแผนก "พนักงานขายจัดเรียงสินค้า" โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท ยุบแผนกดังกล่าว และว่าจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการแทน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน
ก่อนการเลิกจ้าง นายจ้างได้ดำเนินการดังนี้:
- จัดประชุมชี้แจงลูกจ้างล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน
- เสนอจ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษ
- จัดทำโครงการสมัครใจลาออกโดยจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ
- ช่วยประสานงานกับบริษัท Outsource รายใหม่ให้รับลูกจ้างเดิมเข้าทำงาน (รับโอนเฉพาะบางส่วน)
ประเด็นข้อกฎหมาย
การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการ (ยุบแผนกและจ้างบุคคลภายนอกทำแทน) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยที่กิจการยังไม่ถึงกับประสบภาวะขาดทุน ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 หรือไม่?
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ศาลต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างจริงหรือไม่ และสาเหตุนั้นสมควร/เพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่านายจ้างได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้วหรือไม่
แม้กิจการยังไม่ถึงกับประสบภาวะขาดทุน แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถแข่งขันได้ ย่อมนับได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจจัดการของนายจ้าง หากไม่ปรากฏว่าใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือกลั่นแกล้ง ย่อมนับได้ว่ามีเหตุผลที่สมควรและเพียงพอ
การที่นายจ้างชี้แจงล่วงหน้านานพอสมควร จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษ และประสานงานหางานใหม่ให้ ถือว่าได้พยายามดำเนินมาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาก่อนการเลิกจ้างแล้ว
บทสรุป: ศาลฎีกาพิพากษายืน (ยกฟ้อง)
"ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม"
เพราะเป็นการใช้สิทธิบริหารจัดการโดยสุจริต และมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมแล้ว