ฎีกาศึกษา:
ผิดนัดชำระหนี้แต่ไฟแนนซ์ยึดรถคืนโดยไม่บอกเลิกสัญญา
ถือเป็นการ 'เลิกสัญญาโดยปริยาย' ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิด 'ค่าขาดราคา' (แต่ต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคา)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5055/2567 (ประชุมใหญ่)
ประเด็นข้อกฎหมาย:
1.
เมื่อผู้ให้เช่าซื้อติดตามยึดรถคืนและผู้เช่าซื้อไม่โต้แย้ง
ถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่
2.
หากเลิกสัญญาโดยปริยาย
ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียก "ค่าขาดราคา" ตามสัญญา หรือเรียกได้เพียง
"ค่าเสื่อมราคา" ตามกฎหมาย
ข้อเท็จจริง: จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์
โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ
โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์กลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โดยจำเลยที่ 1
มิได้โต้แย้งคัดค้าน โจทก์นำรถออกขายทอดตลาดแล้วฟ้องเรียกค่าขาดราคา
(ส่วนต่างราคาขาย) ตามสัญญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5055/2567 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:
1.
การเลิกสัญญาโดยปริยาย: โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ
พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย"
2.
ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา: เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย
อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก
โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1
ได้ (แม้สัญญาข้อ 14 จะระบุให้สิทธิไว้ก็ตาม)
3.
หน้าที่ในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม
(ค่าเสื่อมราคา): เมื่อโจทก์และจำเลยที่
1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง
ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1
จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน
เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้
จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
4.
ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน: เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2
จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนค่าเสื่อมราคานี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686
วรรคสอง
สรุป: หากโจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนโดยสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน
และจำเลยไม่คัดค้าน ถือว่า "ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย" คู่สัญญาไม่มีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก
(เรียกค่าขาดราคาตามสัญญาไม่ได้)
แต่ต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการเลิกสัญญาโดยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือ
ผู้เช่าซื้อต้องคืนรถและชดใช้ "ค่าเสื่อมราคา" แก่ผู้ให้เช่าซื้อ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5055/2567
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 391
โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน
เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ
พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย
แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา
สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม
และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..."
แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย
อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก
โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1
ได้
เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย
แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้
จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง
ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา
อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น
โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม
ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง
ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน
การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา
ดังนั้น เพื่อให้โจทก็ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้
จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์
