ฎีกาที่ 5055/2567 (ประชุมใหญ่) เช่าซื้อ สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย ป.พ.พ.มาตรา 391

 


ฎีกาศึกษา: ผิดนัดชำระหนี้แต่ไฟแนนซ์ยึดรถคืนโดยไม่บอกเลิกสัญญา ถือเป็นการ 'เลิกสัญญาโดยปริยาย' ผู้เช่าซื้อไม่ต้องรับผิด 'ค่าขาดราคา' (แต่ต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคา)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 (ประชุมใหญ่)

ประเด็นข้อกฎหมาย:

1.        เมื่อผู้ให้เช่าซื้อติดตามยึดรถคืนและผู้เช่าซื้อไม่โต้แย้ง ถือเป็นการเลิกสัญญาโดยปริยายหรือไม่

2.        หากเลิกสัญญาโดยปริยาย ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียก "ค่าขาดราคา" ตามสัญญา หรือเรียกได้เพียง "ค่าเสื่อมราคา" ตามกฎหมาย

 

ข้อเท็จจริง: จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์กลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน โดยจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้าน โจทก์นำรถออกขายทอดตลาดแล้วฟ้องเรียกค่าขาดราคา (ส่วนต่างราคาขาย) ตามสัญญา

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:

1.        การเลิกสัญญาโดยปริยาย: โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย"

2.        ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา: เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ (แม้สัญญาข้อ 14 จะระบุให้สิทธิไว้ก็ตาม)

3.        หน้าที่ในการกลับคืนสู่ฐานะเดิม (ค่าเสื่อมราคา): เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน เพื่อให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

4.        ความรับผิดของผู้ค้ำประกัน: เมื่อโจทก์บอกกล่าวการผิดนัดไปยังจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ล่วงพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนค่าเสื่อมราคานี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง

สรุป: หากโจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนโดยสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน และจำเลยไม่คัดค้าน ถือว่า "ต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย" คู่สัญญาไม่มีสิทธิหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก (เรียกค่าขาดราคาตามสัญญาไม่ได้) แต่ต้องบังคับตามบทบัญญัติเรื่องการเลิกสัญญาโดยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม กล่าวคือ ผู้เช่าซื้อต้องคืนรถและชดใช้ "ค่าเสื่อมราคา" แก่ผู้ให้เช่าซื้อ

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.พ.พ. มาตรา 391

โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะระบุว่า "...หรือสัญญา สิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยกรณีอื่นใดก็ตาม และเจ้าของได้กลับเข้าครอบครองรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว..." แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย อันเป็นผลให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่อกันอีก โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้

เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันโดยปริยาย แต่กรณีเช่นว่านี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติถึงผลของการเลิกสัญญาที่จะยกมาปรับคดีได้ จึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเทียบเคียง ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติถึงการเลิกสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญา อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ซึ่งเฉพาะการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์นั้น เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่เสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปตามกาลเวลาและการใช้งาน การกลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในกรณีเช่นนี้เห็นได้อยู่ในตัวว่าไม่อาจทำให้โจทก์กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้เหมือนดังเช่นขณะทำสัญญา ดังนั้น เพื่อให้โจทก็ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมได้ใกล้เคียงกับขณะทำสัญญาเท่าที่พอจะเป็นไปได้ จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า