คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3112/2560 : การบรรยายฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม
ข้อเท็จจริง
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและแบ่งกรรมสิทธิ์รวม โดยบรรยายว่าที่ดินพิพาทมีชื่อ นาย ส. (เจ้ามรดก) ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสอง แต่ในคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุชัดเจนว่า นาย ส. มีส่วนแบ่งในที่ดินจำนวนเท่าใด และตามสำเนาโฉนดที่ดินท้ายฟ้องก็ไม่ได้ระบุสัดส่วนการถือครองของแต่ละคนไว้ จำเลยจึงต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
คำวินิจฉัยศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โดยมีเหตุผลดังนี้:
1. องค์ประกอบของฟ้องครบถ้วน (ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง)
- สภาพแห่งข้อหา: ที่ดิน มรดก และกรรมสิทธิ์รวม
- คำขอบังคับ: ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทและให้จำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท
- ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา: ที่ดินพิพาทมีชื่อ ส. ถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยทั้งสองอันเป็นมรดกของ ส. ที่จะตกแก่ทายาท แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบโฉนดและไม่ยอมแบ่งกรรมสิทธิ์รวม
ดังนี้ คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์
2. การไม่ต้องอ้างบทกฎหมายในคำฟ้อง
ส่วนที่โจทก์จะได้ส่วนแบ่งเพียงใดนั้น แม้ในฟ้องและสำเนาโฉนดที่ดินไม่ได้ระบุสัดส่วนไว้ ก็ต้องสันนิษฐานว่าแต่ละคนมีส่วนเท่ากันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357
- โจทก์ไม่จำเป็นต้องอ้างบทมาตราดังกล่าวมาในฟ้อง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องปรับบทกฎหมายเอง
- พฤติการณ์ที่โจทก์ขอแบ่ง 1 ใน 3 ส่วน (4 ไร่เศษ) และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นตีราคาค่าขึ้นศาล บ่งชี้ว่าจำเลยเข้าใจคำฟ้องดีแล้ว
ในการฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม หากโฉนดที่ดินไม่ได้ระบุสัดส่วนการถือครองไว้ โจทก์ไม่จำเป็นต้องบรรยายในฟ้องว่าตนมีสิทธิกี่ส่วน และไม่จำเป็นต้องอ้างเลขมาตรา 1357 (ข้อสันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน) มาในฟ้อง เพราะศาลมีหน้าที่ปรับบทกฎหมายเอง เมื่อฟ้องระบุสภาพข้อหาและคำขอบังคับชัดเจน ถือเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เคลือบคลุม
ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง, มาตรา 142 (5)
ป.พ.พ. มาตรา 1357, มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง, มาตรา 1750
เรียบเรียงโดย: Dekasuksa.com