ฎีกาที่ 1046 - 1047/2526 เอกสารเท็จมาตรา 264


การทำเอกสารที่มีข้อความเท็จโดยลงลายมือชื่อตนเอง ไม่ผิดฐานปลอมเอกสาร (ม.
264, 265) และไม่ผิดฐานใช้เอกสารปลอม (ม.268) แต่มีความผิดฐานเบิกความเท็จ (ม.177)

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046 - 1047/2526

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: ป.อ. มาตรา 137, มาตรา 264, มาตรา 265, มาตรา 268 ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

เอกสารทั้งสองฉบับที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำขึ้นเป็นเอกสารของจำเลยซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อของตนเอง มิได้ปลอมลายมือชื่อของผู้ใด และมิใช่เป็นการปลอมหรือเลียนแบบเอกสารอันแท้จริงของผู้ใด แม้ข้อความในเอกสารจะไม่ตรงต่อความจริงหรือเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสี่ก็ไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารหรือปลอมเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 265 ดังนั้นความผิดฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 จึงไม่เกิดขึ้น

คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ เป็นคดีซึ่งเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน เมื่อคดีของโจทก์ที่ 3 ตามคดีสำนวนหลัง ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้องข้อหาอื่น ส่วนข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สั่งว่าคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง โจทก์ที่ 3 มิได้อุทธรณ์ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีสำนวนแรกนั้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในอันที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(4)

(วรรคสองวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/2526)

 

คดีนี้: คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลรวมการพิจารณา โดยโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องจำเลยทั้งสี่ในข้อหาอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมเอกสารสองฉบับ คือสัญญาซื้อขายรถยนต์บรรทุกหนึ่งคันและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกดังกล่าว แล้วจำเลยทั้งสี่ได้นำเอกสารปลอมทั้งสองฉบับนั้นไปใช้แสดงเป็นพยานเอกสารในศาลในคดีของศาลแพ่ง และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้นำเอกสารสิทธิทั้งสองฉบับดังกล่าวไปใช้แสดงแก่ร้อยตำรวจตรีปิยะพลพนักงานสอบสวน ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เบิกความเท็จต่อ ศาลแพ่งว่า ได้มีการซื้อขายและเช่าซื้อรถยนต์คันดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นข้อสำคัญในคดีขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 137, 177, 264, 265, 268 และนับโทษทั้งสองคดีติดต่อกัน

 Q1: ถ้าทำสัญญาซื้อขายขึ้นมาหลอก ๆ โดยที่ไม่มีการซื้อขายกันจริง ถือเป็นความผิดฐาน "ปลอมเอกสาร" หรือไม่?

A: ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หากผู้ทำสัญญาลงลายมือชื่อของตนเองจริง ไม่ได้ปลอมลายมือชื่อผู้อื่น และไม่ได้ทำเลียนแบบเอกสารของใคร แม้ข้อความในสัญญาจะเป็นเท็จ (เช่น ไม่มีการซื้อขายจริง) ไม่ถือเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 265

 

Q2: หากเอกสารนั้นศาลตัดสินว่า "ไม่ปลอม" การนำไปใช้ยื่นต่อศาลหรือเจ้าหน้าที่ จะมีความผิดฐาน "ใช้เอกสารปลอม" หรือไม่?

A: ไม่มีความผิด เมื่อตัวเอกสารไม่เข้าข่ายเป็นเอกสารปลอมตามกฎหมายเสียแล้ว การนำเอกสารฉบับนั้นไปใช้ยื่นแสดงเป็นพยานหลักฐาน ก็ย่อม ไม่เป็นความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 268 ด้วยเช่นกัน

 

Q3: แล้วแบบนี้คนทำเอกสารเท็จจะรอดคุกเลยหรือไม่ มีความผิดข้อหาอื่นไหม?

A: ไม่รอดเสมอไปครับ! แม้จะสู้ชนะในเรื่องปลอมเอกสาร แต่หากนำเรื่องเท็จในเอกสารนั้นไปเบิกความยืนยันต่อศาล จะมีความผิดฐาน "เบิกความเท็จ" (มาตรา 177) ซึ่งมีโทษจำคุกได้ ดังเช่นในคดีนี้ที่ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดย ไม่รอลงอาญา เนื่องจากพฤติการณ์ร้ายแรง


ตัวบทมาตรา 264

  

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า