ฎีกาที่ 809/2568(ประชุมใหญ่)

#ฎีกาศึกษา #ทนายความ
⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568 (ประชุมใหญ่)
📌 เรื่อง:

ดึงลอตเตอรี่ไปช่วยตรวจแล้วไม่คืน เป็น วิ่งราวทรัพย์ หรือ ยักยอกทรัพย์
และเมื่อโจทก์ฟ้องมาอีกฐานหนึ่ง ศาลจะลงโทษตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้หรือไม่

📚 ประเด็นข้อกฎหมาย:
1️⃣ การดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือเจ้าของ แล้วภายหลังไม่คืน เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์
2️⃣ เมื่อโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นยักยอกทรัพย์ ศาลมีอำนาจลงโทษฐานยักยอกทรัพย์ได้หรือไม่
📝 ข้อเท็จจริง:
🎫 โจทก์ร่วมนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของตนจำนวน 48 ฉบับ มาตรวจรางวัล ตรวจไปแล้ว 5 ฉบับ ไม่ถูกรางวัล
🎫 ระหว่างที่โจทก์ร่วมกำลังจะลุกไปขายของ จำเลยได้ดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจอีก 43 ฉบับไปจากมือโจทก์ร่วม แล้วบอกว่าจะช่วยตรวจให้
🎫 แม้ตอนแรกโจทก์ร่วมจะบอกว่าจะตรวจเอง แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลไปตรวจ และเดินกลับไปที่ร้านของตน
🎫 หลังจากนั้น เมื่อโจทก์ร่วมกลับมาทวงถาม จำเลยกลับไม่คืนสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยบอกว่า
“...ตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว...”
🎫 คดีนี้ไม่ปรากฏว่าสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับใดถูกรางวัลเลย โจทก์ร่วมจึงเรียกให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามมูลค่า 43 ฉบับ เป็นเงิน 3,440 บาท
⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568 วินิจฉัยว่า:

🏛️ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำไปตรวจได้ และจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเพียง
“...การถือวิสาสะเท่านั้น...”
ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง

🔎 แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้ว กลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป และเมื่อถูกทวงถามก็ไม่ยอมคืนโดยไม่มีเหตุอันอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการ
“...ครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต...”
เป็นความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง

📖 ส่วนประเด็นอำนาจศาลลงโทษนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ต่างมีแกนร่วมคือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงเรื่อง
“...วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไป...”
ซึ่งไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ

✅ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเป็นยักยอกทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

📌 ผลคดี:
🔹 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง
🔹 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ลงโทษจำคุก 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี คุมประพฤติ และให้ใช้ราคาทรัพย์ 3,440 บาท
🔹 ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องวันเริ่มนับระยะเวลารอการลงโทษ โดยให้นับ
“...แต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง...”
นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
✅ สรุป:

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า หากเจ้าของทรัพย์ยินยอมให้ผู้อื่นนำทรัพย์ไปก่อน แม้ตอนแรกอีกฝ่ายจะเป็นคนดึงไปเอง แต่เมื่อภายหลังผู้ครอบครองไม่คืนและเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไป การกระทำย่อมเป็น ยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่วิ่งราวทรัพย์

อีกทั้ง แม้โจทก์จะฟ้องฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่หากข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเป็นยักยอกทรัพย์ และแตกต่างกันเพียงรายละเอียดเรื่องวิธีการเอาทรัพย์ไป ศาลก็มีอำนาจลงโทษในฐานยักยอกทรัพย์ได้

📖 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง:
⚫ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335
⚫ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336
⚫ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
⚫ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม

#ฎีกาศึกษา #คำพิพากษาศาลฎีกา #ยักยอกทรัพย์ #วิ่งราวทรัพย์ #ลอตเตอรี่ #กฎหมายอาญา #มาตรา352 #มาตรา192 #ฎีกา8092568

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า