ดึงลอตเตอรี่ไปช่วยตรวจแล้วไม่คืน เป็น วิ่งราวทรัพย์ หรือ ยักยอกทรัพย์
และเมื่อโจทก์ฟ้องมาอีกฐานหนึ่ง ศาลจะลงโทษตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้หรือไม่
“...ตรวจแล้วไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว...”
🏛️ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่จำเลยดึงเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อมาโจทก์ร่วมก็ยินยอมปล่อยให้จำเลยนำไปตรวจได้ และจำเลยไม่ได้หลบหนี พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นเพียง
“...การถือวิสาสะเท่านั้น...”
ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้า อันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง
🔎 แต่เมื่อจำเลยได้รับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากโจทก์ร่วมไปครอบครองแล้ว กลับเอาสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไป และเมื่อถูกทวงถามก็ไม่ยอมคืนโดยไม่มีเหตุอันอ้างตามกฎหมายได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการ
“...ครอบครองสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต...”
เป็นความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง
📖 ส่วนประเด็นอำนาจศาลลงโทษนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ และยักยอกทรัพย์ ต่างมีแกนร่วมคือการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยเจตนาทุจริตเช่นเดียวกัน แตกต่างกันเพียงเรื่อง
“...วิธีการในการเอาทรัพย์นั้นไป...”
ซึ่งไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ
✅ ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องฐานลักทรัพย์หรือวิ่งราวทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเป็นยักยอกทรัพย์ ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม
“...แต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง...”
นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า หากเจ้าของทรัพย์ยินยอมให้ผู้อื่นนำทรัพย์ไปก่อน แม้ตอนแรกอีกฝ่ายจะเป็นคนดึงไปเอง แต่เมื่อภายหลังผู้ครอบครองไม่คืนและเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไป การกระทำย่อมเป็น ยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่วิ่งราวทรัพย์
อีกทั้ง แม้โจทก์จะฟ้องฐานวิ่งราวทรัพย์ แต่หากข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความเป็นยักยอกทรัพย์ และแตกต่างกันเพียงรายละเอียดเรื่องวิธีการเอาทรัพย์ไป ศาลก็มีอำนาจลงโทษในฐานยักยอกทรัพย์ได้