โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา นำยึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยของจำเลยออกขายทอดตลาด
ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เป็นที่ดินของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินออกขายทอดตลาด และโจทก์ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้
ประเด็นที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาจึงเหลือว่า
โจทก์มีสิทธินำยึดเฉพาะบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ซึ่งจำเลยปลูกอยู่บนที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่
คดีนี้โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ส่วนจำเลยเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 443,806.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 405,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง คือวันที่ 11 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท
ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 บนที่ดินดังกล่าว ออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา
จำเลยยื่นคำร้องว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นที่ดินที่รัฐให้สิทธิเพียงการครอบครอง จึงไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามกฎหมาย และเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301(5) ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี
โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นที่ดินอยู่นอกเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ต้องห้ามยึดเพื่อบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยตึก 1 ชั้น เลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ของจำเลย ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาด โจทก์ไม่อุทธรณ์
คดีในส่วนของที่ดิน ภ.บ.ท. 5 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าเป็นที่ดินของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(1) จำเลยไม่ใช่เจ้าของและเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301(5) โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดี
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ตามคำร้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304(1) ซึ่งราษฎรที่เข้าไปยึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301(5)
แต่จำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินนั้น แม้จะเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท
จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองที่ดินขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น
ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทตามคำร้องได้
กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกา เพราะรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิได้เข้ามาโต้แย้งสิทธิของตนกับโจทก์จำเลยในคดีด้วย
ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า บ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนาง อ. มิใช่เป็นของจำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่รับวินิจฉัย
ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
จำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองในที่ดินโดยชอบและโอนกันไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 และมาตรา 1305 ทั้งเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยเป็นเจ้าของบ้านพิพาทบนที่ดินนั้น ย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองที่ดินขึ้นอ้างต่อสู้รัฐ บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาท คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ เพราะรัฐมิได้เข้ามาโต้แย้งสิทธิของตนกับโจทก์จำเลย
คดีนี้ศาลฎีกาแยกให้เห็นชัดว่า ต้องแยกระหว่าง “ที่ดิน” กับ “บ้าน”
ที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ในคดีนี้เป็นที่ดินของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบ และโอนกันไม่ได้ จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
แต่บ้านพักอาศัยที่ปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นเจ้าของบ้าน บ้านจึงเป็นทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสามารถนำยึดออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้
หลักสำคัญจากฎีกานี้คือ
- ที่ดินของรัฐ ยึดขายไม่ได้
- แต่บ้านที่เป็นทรัพย์สินของลูกหนี้ แม้ปลูกอยู่บนที่ดินของรัฐ ก็ยึดขายเฉพาะตัวบ้านได้
- การยึดขายบ้านในลักษณะนี้ ไม่ใช่การยึดขายที่ดินของรัฐ และไม่ได้ทำให้ผู้ซื้อได้สิทธิในที่ดินของรัฐไปด้วย
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252
อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568
คำค้นที่เกี่ยวข้อง
ปลูกบ้านบนที่ดินของรัฐ, เจ้าหนี้ยึดขายบ้านได้ไหม, บ้านบนที่ดินรัฐ, ที่ดิน ภ.บ.ท. 5, ที่ดินของรัฐยึดขายได้หรือไม่, สาธารณสมบัติของแผ่นดิน, ทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี, บังคับคดียึดบ้าน, ขายทอดตลาดบ้านบนที่ดินรัฐ, ฎีกาที่ 367/2568