รถหายเพราะไม่ล็อกประตู ประกันอ้างประมาทไม่ยอมจ่าย! อ่านฎีกาใหม่ 282/2567 ยืนยันเคลมได้ หากรถยังอยู่ในสายตา
คำพิพากษาฎีกาที่ 282/2567
จุดจอดรถยนต์ที่เอาประกันภัยอยู่ใกล้ร้านขายแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่กับเจ้าของร้าน การติดต่อขอซื้อแบตเตอรี่ใช้เวลาประมาณ 6 นาที
เป็นเวลากลางวันทั้งไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถยนต์ซึ่งอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัยของบุคคลอื่นและเยื้องกับร้านขายแบตเตอรี่เล็กน้อย
การจอดรถยนต์ของโจทก์ในลักษณะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้าไม่ล็อกประตู
ก็ยังอยู่ในวิสัยที่โจทก์สามารถดูแลรักษารถยนต์ของโจทก์ได้ มิใช่การละทิ้งการ
ครอบครองชั่วคราว รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แม้พอถือได้ว่าโจทก์มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้างแต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ไม่เข้าข้อยกเว้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879
และข้อตกลงตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จะทำให้จําเลยซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยหลุดพ้นจากความรับผิด
จําเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์
เพิ่มเติม
ฎีกาที่
736/2525 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 879 บัญญัติว่า
ผู้รับประกันภัยไม่ต้องรับผิดในเมื่อความวินาศภัยหรือเหตุอื่นซึ่งได้ระบุไว้ในสัญญานั้นได้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์นั้น
เป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัย จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าหมายถึง
ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์เองเท่านั้น
ไม่หมายรวมถึง
ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของลูกจ้างผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ด้วย
เจาะลึกฎีกาที่ 282/2567:
จอดรถไม่ล็อก วางกุญแจไว้ในรถ แล้วรถหาย "ประกันชั้น 1"
ต้องจ่ายหรือไม่?
1. ข้อเท็จจริงในคดี:
จอดรถซื้อของ 5 นาที
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ
ผู้เอาประกันภัย (โจทก์) ขับรถยนต์ไปจอดริมถนนเพื่อติดต่อซื้อแบตเตอรี่
โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- สถานที่:
จอดอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัย
ใกล้กับร้านแบตเตอรี่และจุดที่โจทก์ยืนติดต่อซื้อของ
- ระยะเวลา:
ใช้เวลาเจรจาต่อรองราคาเพียงประมาณ 5 นาที
- สภาพการณ์:
เป็นเวลากลางวัน ไม่มีสิ่งปิดบังสายตา
- จุดชี้ขาด:
โจทก์ วางกุญแจรถไว้ที่เบาะข้างคนขับด้านหน้า และไม่ได้ล็อกประตูรถ
- ผลลัพธ์:
เมื่อหันกลับมา รถยนต์ถูกคนร้ายขโมยไป
2. ข้ออ้างของบริษัทประกันภัย:
ทำไมถึง "ปฏิเสธการจ่ายสินไหม"?
เมื่อโจทก์แจ้งเคลม
บริษัทประกันภัย (จำเลย) ได้ปฏิเสธความรับผิดและไม่ยอมชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน
โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายว่า:
- เหตุที่รถหายเกิดจาก ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ของตัวเจ้าของรถเอง
- การลงจากรถโดยไม่ดับเครื่อง
(หรือดับแล้วเสียบกุญแจทิ้งไว้) และไม่ล็อกประตู
เป็นการเปิดช่องให้คนร้ายกระทำความผิดได้ง่าย
- อ้างอิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 879 และข้อยกเว้นในกรมธรรม์ เพื่อขอหลุดพ้นจากความรับผิด
3. คำตัดสินศาลฎีกา:
ประกันต้อง "รับผิดชดใช้ค่าเสียหาย"
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
บริษัทประกันภัย "ฟังไม่ขึ้น"
และต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ โดยให้เหตุผลทางกฎหมายที่คมคายดังนี้:
- ยังอยู่ในวิสัยที่ดูแลได้:
แม้โจทก์จะวางกุญแจไว้ในรถและไม่ล็อกประตู
แต่จุดจอดรถอยู่เยื้องหน้าร้านเพียงเล็กน้อย ระยะห่างเพียง 5-6
เมตร และใช้เวลาคุยเพียง 5 นาที
ถือว่ารถยังอยู่ในสายตาและวิสัยที่โจทก์จะดูแลรักษาได้
- ไม่ใช่การละทิ้งการครอบครอง:
การจอดรถในลักษณะนี้ ศาลมองว่า "มิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว"
รถยนต์ยังถือว่าอยู่ในความครอบครองของโจทก์
- ประมาท
แต่ไม่ร้ายแรง: แม้การกระทำของโจทก์จะถือว่ามีส่วน
ประมาทเลินเล่อ อยู่บ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็น "ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง"
ตามที่กฎหมายระบุไว้
- การตีความกฎหมาย:
ข้อยกเว้นความรับผิดในสัญญาประกันภัย ต้องตีความโดยเคร่งครัด
เมื่อไม่เข้าข่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง บริษัทประกันจึงอ้างข้อยกเว้นตาม
มาตรา 879 ไม่ได้
💡 สรุปบทเรียนสำหรับคนมีรถ
1. ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ตามกฎหมายประกันภัยนั้น ต้องเป็นการกระทำที่ขาดความระมัดระวังจนแทบไม่ใส่ใจเลย
แต่ถ้ายังอยู่ในระยะสายตาและควบคุมดูแลได้ ประกันยังต้องคุ้มครอง
2. การเคลมประกันรถหาย
บริษัทประกันมักจะยกข้อต่อสู้เรื่องความประมาทมาใช้
แต่หากเราพิสูจน์ได้ว่าเราไม่ได้ละทิ้งรถไปไกล เรายังมีสิทธิได้รับชดเชย
3. ข้อควรระวัง:
แม้คดีนี้ผู้เอาประกันจะชนะ แต่ศาลก็วินิจฉัยว่า
"มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง" ดังนั้น
เพื่อความปลอดภัยและไม่ต้องมาสู้คดีให้เหนื่อย "ล็อกรถและพกกุญแจติดตัวเสมอ"
คือทางเลือกที่ดีที่สุด
Q&A ถาม-ตอบ:
ไขข้อข้องใจคดี "จอดรถทิ้งกุญแจแล้วรถหาย" ประกันต้องจ่ายหรือไม่?
(ตามฎีกาที่ 282/2567)
Q1: จอดรถโดยวางกุญแจไว้ในรถและไม่ได้ล็อกประตู
ลงไปซื้อของแล้วรถหาย ประกันอ้างว่าเป็นความผิดเราและไม่จ่ายได้หรือไม่?
A:
ไม่ได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
บริษัทประกันภัย (จำเลย) ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าของรถ (โจทก์) แม้เจ้าของรถจะวางกุญแจไว้ที่เบาะข้างคนขับและไม่ได้ล็อกประตู
แต่หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ารถยังอยู่ในวิสัยที่เจ้าของดูแลรักษาได้
บริษัทประกันจะปฏิเสธความรับผิดไม่ได้
Q2: บริษัทประกันอ้างว่าการวางกุญแจไว้ในรถ
เป็น "ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ตามกฎหมาย (ป.พ.พ. มาตรา 879)
ข้ออ้างนี้ฟังขึ้นไหม?
A:
ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกามองว่าแม้การกระทำดังกล่าวจะถือว่าเจ้าของรถมีส่วน
ประมาทเลินเล่ออยู่บ้าง แต่ยัง "ถือไม่ได้ว่าเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ซึ่งข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 879 วรรคหนึ่ง ระบุไว้เฉพาะกรณี
"ทุจริต" หรือ "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" เท่านั้น ดังนั้น
เมื่อไม่ถึงขั้นร้ายแรง ประกันจึงยังต้องรับผิดชอบ
Q3: การจอดรถแล้วลงไปทำธุระ
ถือเป็นการ "ละทิ้งการครอบครอง" จนทำให้รถหายหรือไม่?
A:
ไม่ใช่การละทิ้งการครอบครอง ในคดีนี้ศาลให้เหตุผลว่า
การจอดรถของโจทก์ "มิใช่การละทิ้งการครอบครองชั่วคราว" และ "รถยนต์ยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์" เนื่องจากจุดจอดรถอยู่ใกล้กับร้านที่โจทก์ไปติดต่อ
และโจทก์สามารถดูแลรถของตนเองได้
Q4: ปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง
ที่ทำให้ศาลตัดสินว่าเจ้าของรถ "ยังดูแลรถได้" (ไม่ได้ประมาทร้ายแรง)?
A:
จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลพิจารณาองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกัน
ได้แก่:
1. ระยะทาง:
จุดจอดรถอยู่หน้าร้านค้าหรืออาคารที่พักอาศัย ใกล้กับร้านที่ไปติดต่อ
และเยื้องกับจุดที่ยืนอยู่เพียงเล็กน้อย
2. ระยะเวลา:
การติดต่อซื้อของใช้เวลาเพียงประมาณ 5 นาที
ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าไม่นาน
3. ทัศนวิสัย:
เป็นเวลากลางวัน และไม่มีสิ่งใดปิดบังจุดที่จอดรถ
Q5: หลักในการตีความ
"ข้อยกเว้นความรับผิด" ในกรมธรรม์ประกันภัยเป็นอย่างไร?
A:
ศาลฎีกาวางหลักว่า บทบัญญัติที่ยกเว้นความรับผิดของผู้รับประกันภัย
(เช่น ป.พ.พ. มาตรา 879) หรือข้อสัญญาข้อยกเว้นในกรมธรรม์นั้น "ต้องตีความโดยเคร่งครัด" หมายความว่า
หากเหตุการณ์นั้นยังคลุมเครือหรือไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นอย่างชัดเจนที่สุด
กฎหมายจะตีความในทางที่เป็นคุณแก่ผู้เอาประกันภัย
