คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2564 (ประชุมใหญ่)
คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558
อ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่
15 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่
2 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2558
เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการนำระยะเวลาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขยายฎีการวมเข้าด้วย
จำเลยที่ 2 ย่อมสามารถใช้สิทธิฎีกาได้จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558
แต่วันดังกล่าวเป็นวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 2
จึงสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2554 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 4
และที่ 5 จะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
จึงให้แก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5
โดยระบุให้ถึงที่สุดนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2558
เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่
4095/2560 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่
28 มกราคม 2558 และโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 4 ครั้ง
ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 แต่โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด
คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจอุทธรณ์ได้
คือวันที่ 26 มิถุนายน 2558
ฎีกาที่ 917/2564
(ประชุมใหญ่) ได้กลับหลัก แนวฎีกาที่ 4095/2560 แล้ว กรณีคู่ความขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแต่มิได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่ขอขยายไว้
ให้ถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อ "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง"
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งหมายถึง ระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย
(เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา)
สรุป:
พัฒนาการการตีความคำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง"
การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องวันคดีถึงที่สุดในกรณีที่มีการขอขยายระยะเวลาแต่
"มิได้ใช้สิทธิ" ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น
ได้มีวิวัฒนาการทางบรรทัดฐานที่สำคัญ ดังนี้
เดิมศาลฎีกาเคยมีแนววินิจฉัยตาม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2560
โดยยึดถือว่า เมื่อศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแล้ว
แม้คู่ความจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด "คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจอุทธรณ์ได้" ตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายนั้น
อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2564 (ประชุมใหญ่) ได้วางบรรทัดฐานใหม่โดยกลับแนววินิจฉัยเดิม
โดยศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้ตีความบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 147 วรรคสอง
ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15
ใหม่ว่า คำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง" หมายถึง "ระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย"
(คือเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา)
ดังนั้น
ในกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาและ "มิได้ใช้สิทธิ" ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่ขอขยายไว้
การออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามกฎหมายดังกล่าว
เพื่อมิให้จำเลยผู้ต้องถูกบังคับโทษทางอาญาต้องเสียสิทธิที่จะพึงได้รับตามกฎหมายราชทัณฑ์
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 147 คำพิพากษาหรือคำสั่งใด
ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น
ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป
คำพิพากษาหรือคำสั่งใด
ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์
ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้
ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา
หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่
และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา
132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น
ให้ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว
%20%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%81.png)
%20Info.png)