ฎีกาที่ 917/2564(ประชุมใหญ่) การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีอาญาที่คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกา แต่คู่ความมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามที่ได้ขอขยายระยะเวลาไว้ ป.วิ.พ.มาตรา 147



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2564 (ประชุมใหญ่)

         คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2558 อ่านให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาไปถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่โจทก์ไม่ได้ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 โดยระบุว่าคดีถึงที่สุดวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากเป็นการนำระยะเวลาที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ขยายฎีการวมเข้าด้วย จำเลยที่ 2 ย่อมสามารถใช้สิทธิฎีกาได้จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2558 แต่วันดังกล่าวเป็นวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ระยะเวลาฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงสิ้นสุดวันที่ 2 มิถุนายน 2554 อันเป็นวันเริ่มทำการใหม่ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 จะมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงให้แก้ไขหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 โดยระบุให้ถึงที่สุดนับแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2558

 


เดิมมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2560 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 และโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ 4 ครั้ง ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2558 แต่โจทก์ไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนด คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจอุทธรณ์ได้ คือวันที่ 26 มิถุนายน 2558  

 

ฎีกาที่ 917/2564 (ประชุมใหญ่) ได้กลับหลัก แนวฎีกาที่ 4095/2560 แล้ว กรณีคู่ความขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์หรือฎีกาแต่มิได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่ขอขยายไว้ ให้ถือว่าคดีถึงที่สุดเมื่อ "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งหมายถึง ระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย (เมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา)

 

สรุป: พัฒนาการการตีความคำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง"

การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องวันคดีถึงที่สุดในกรณีที่มีการขอขยายระยะเวลาแต่ "มิได้ใช้สิทธิ" ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกานั้น ได้มีวิวัฒนาการทางบรรทัดฐานที่สำคัญ ดังนี้

เดิมศาลฎีกาเคยมีแนววินิจฉัยตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4095/2560 โดยยึดถือว่า เมื่อศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแล้ว แม้คู่ความจะไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด "คดีจึงถือว่าเป็นที่สุดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของวันสุดท้ายที่โจทก์อาจอุทธรณ์ได้" ตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายนั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 917/2564 (ประชุมใหญ่) ได้วางบรรทัดฐานใหม่โดยกลับแนววินิจฉัยเดิม โดยศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้ตีความบทบัญญัติ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ใหม่ว่า คำว่า "ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง" หมายถึง "ระยะเวลาสิ้นสุดที่กำหนดโดยกฎหมาย" (คือเมื่อครบกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา)

ดังนั้น ในกรณีที่คู่ความยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาและ "มิได้ใช้สิทธิ" ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาตามที่ขอขยายไว้ การออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดย่อมต้องกลับไปใช้ระยะเวลาตามกฎหมายดังกล่าว เพื่อมิให้จำเลยผู้ต้องถูกบังคับโทษทางอาญาต้องเสียสิทธิที่จะพึงได้รับตามกฎหมายราชทัณฑ์

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

         มาตรา 147 คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งตามกฎหมายจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป

         คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้นถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

         คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีนั้น ให้ออกใบสำคัญแสดงว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว

 

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า