การร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หากมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าจะทำให้ยาเสพติดแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง จะถือว่าเป็นการกระทำที่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) หรือไม่
และพฤติการณ์ดังกล่าวร้ายแรงถึงขั้น กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยหรือไม่
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90
“มาตรา 90 ห้ามผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 34 หรือมาตรา 35 (3)”
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145
“มาตรา 145 ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท
(1) การกระทำเพื่อการค้า
(2) การก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน
(3) การจำหน่ายแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี
(4) การจำหน่ายในบริเวณสถานศึกษา สถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด หรือสถานที่ราชการ
(5) การกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(6) การกระทำโดยมีอาวุธหรือใช้อาวุธ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นการกระทำดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต
(1) การกระทำโดยหัวหน้า ผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม
(2) การทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”
จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมี เมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยถือว่าการร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวทำให้เกิดผลกระทบต่อ ความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยในชั้นฎีกามีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 เบากว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่
ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และกฎหมายทั้งสองมีโทษแตกต่างกัน จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3
ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่งถึงวรรคสาม กำหนดโทษหนักเบาโดยพิจารณาจาก พฤติการณ์ความร้ายแรงหรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิด เป็นสำคัญ
แม้กฎหมายใหม่จะไม่ได้ถือเอา ปริมาณยาเสพติด เป็นเกณฑ์ในการลงโทษดังเช่นกฎหมายเดิม แต่ปริมาณยาเสพติดก็อาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ความร้ายแรงในการกระทำความผิดได้อย่างหนึ่ง และศาลสามารถนำมาพิจารณาประกอบในการปรับบทลงโทษได้
คดีนี้ เมทแอมเฟตามีนของกลางมี 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ซึ่งฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อน จะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าว แพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม
ดังนั้น โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป จึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย
หาใช่เป็นเพียงการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั่วไปตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง หรือการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่
อย่างไรก็ตาม จากพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 กับพวก ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้
ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย ต้องปรับบทลงโทษเสียใหม่ให้ถูกต้องและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง
ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย
ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท
จำเลยที่ 1 เพิ่มโทษหนึ่งในสาม เป็นจำคุก 16 ปี และปรับ 800,000 บาท แล้วลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี และปรับ 400,000 บาท
จำเลยที่ 2 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 300,000 บาท
สำหรับจำเลยที่ 1 เมื่อรวมกับโทษฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตอีกสองกระทง เป็นจำคุก 8 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับ 400,500 บาท
แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา แต่เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็น เหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
ปริมาณยาเสพติดไม่ใช่เกณฑ์ตายตัวในการกำหนดระดับความร้ายแรงตามประมวลกฎหมายยาเสพติด แต่สามารถนำมาพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีได้
คดีนี้ การมีเมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด ไว้เพื่อจำหน่าย ประกอบกับมีเหตุให้เชื่อว่าหากไม่ถูกจับกุมเสียก่อน ยาเสพติดจะถูกแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยและส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงถึงขั้น
“ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”
ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย
แต่พฤติการณ์ยัง
“ไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ”
ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น
จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่ ระดับความร้ายแรงตามสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่พิจารณาจากจำนวนยาเสพติดเพียงอย่างเดียว
เมทแอมเฟตามีน 10,167 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 197.361 กรัม ที่จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า หากจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ถูกเจ้าพนักงานจับกุมเสียก่อน จะทำให้เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวแพร่กระจายไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมอื่นอีกหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนในสังคม
โดยสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดีจึงทำให้เกิดผลกระทบต่อ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ต้องด้วยประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนท้าย
แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดกระทบต่อ ความมั่นคงของรัฐ ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ตอนต้น จึงต้องปรับบทลงโทษและแก้ไขโทษจำคุกให้เบาลง
และแม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกา เมื่อเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 และเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ได้ด้วย