⚖️ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8990/2568
เรื่อง
เมาแล้วขับซ้ำระหว่างรอการลงโทษ — มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้อีกหรือไม่
ประเด็นข้อกฎหมาย
จำเลยเคยถูกพิพากษาฐานขับรถในขณะเมาสุรามาแล้ว 2 คดี และทั้งสองคดีศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่กลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกันอีกภายในระยะเวลารอการลงโทษ กรณีมีเหตุสมควรที่จะ รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่ง เมื่อเป็นการกระทำความผิดซ้ำภายในสองปีตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ลงโทษ จำคุกและปรับด้วยเสมอ หากศาลอุทธรณ์ลงโทษโดยไม่ปรับ ศาลฎีกาจะเพิ่มโทษปรับได้หรือไม่ เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว
ข้อเท็จจริง
จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก
ก่อนคดีนี้ จำเลยเคยถูกศาลพิพากษาฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นมาแล้ว 2 คดี ได้แก่
คดีแรก ศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 4,500 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
คดีที่สอง ศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือน 10 วัน ปรับ 4,600 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี
แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกันอีกภายในระยะเวลาที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าว
ศาลชั้นต้นลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่และกระทำความผิดซ้ำภายในสองปี จำคุก 6 เดือน ปรับ 70,000 บาท และฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถ ปรับ 1,000 บาท จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือรวม จำคุก 3 เดือน ปรับ 35,500 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี พร้อมคุมความประพฤติ
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ โดยบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนทั้งสองคดีอีก 2 เดือน 10 วัน รวมเป็น จำคุก 5 เดือน 10 วัน ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับ และไม่คุมความประพฤติ จำเลยฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8990/2568 วินิจฉัยว่า
ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก ย่อมทำให้ความสามารถในการขับและควบคุมรถให้แล่นไปได้โดยปลอดภัยตามปกติลดลง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางจราจร
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้ทาง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อย และสวัสดิภาพของประชาชน การกระทำของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
ประกอบกับจำเลยเคยถูกพิพากษาฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นมาแล้ว 2 คดี และทั้งสองคดีศาลรอการลงโทษจำคุกไว้ แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกันอีกภายในระยะเวลารอการลงโทษ แสดงว่าจำเลยไม่ได้รู้สำนึกในการกระทำความผิดของตน และไม่ได้พยายามปรับปรุงแก้ไขกลับตัวให้เป็นพลเมืองที่ดี
“วิธีการรอการลงโทษจำคุกจึงไม่ได้ผลกับจำเลย”
แม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีก ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และกระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ต้องลงโทษ จำคุกและปรับด้วยเสมอ
การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยโดยไม่ปรับจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แต่เมื่อโจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษปรับเพิ่มได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
ผลคดี
ศาลฎีกาพิพากษายืน
จำเลยต้องรับโทษ จำคุก 5 เดือน 10 วัน โดยไม่รอการลงโทษจำคุก ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
สรุป
คดีนี้ศาลฎีกานำพฤติการณ์หลายประการมาพิจารณาประกอบกัน ได้แก่ การตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดถึง 230 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างมาก จำเลยเคยถูกพิพากษาฐานขับรถในขณะเมาสุรามาแล้ว 2 คดี และทั้งสองคดีศาลเคยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่จำเลยยังกลับมากระทำความผิดซ้ำในลักษณะเดียวกันอีกภายในระยะเวลารอการลงโทษ
ศาลจึงเห็นว่า วิธีการรอการลงโทษจำคุกไม่ได้ผลกับจำเลย และไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้อีก
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
มาตรา 43 (2)
มาตรา 160 ตรี
มาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง
พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522
มาตรา 42 วรรคหนึ่ง
มาตรา 64
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 78
มาตรา 91
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 195 วรรคสอง
มาตรา 212
มาตรา 225
ฎีกาย่อ
จำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำผิดครั้งแรก ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอตามมาตรา 160 ตรี/3 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ และได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในสองปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกโดยไม่ปรับด้วยนั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกาในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษปรับได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225