คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569
ข้อเท็จจริง
จำเลยที่ 1 เป็นเท้าแชร์ เปิดเล่นแชร์ผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กแบบปิด มีสมาชิก 120 คน สมาชิกสามารถจองวงเล่นแชร์ได้คนละหลายมือและหลายวง แต่ละวงมีสมาชิกไม่เกิน 10 คน
โจทก์เข้าร่วมเล่นแชร์ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม 2564 ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2564 รวม 40 วง เป็นแชร์รายวัน 39 วง และแชร์ราย 15 วัน 1 วง รวมเงินที่โจทก์ลงในวงแชร์ทั้งสิ้น 1,599,930 บาท
ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2564 จำเลยที่ 1 ประกาศเลิกบ้านแชร์หรือล้มวงแชร์ โดยให้เหตุผลว่าลูกแชร์มือบนขาดสภาพคล่อง ไม่สามารถส่งเงินค่าแชร์ให้จำเลยที่ 1 ได้ ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเก็บเงินมาส่งให้ลูกแชร์มือล่าง
ขณะนั้นโจทก์ยังไม่ถึงมือที่จะได้รับเงินแชร์ทั้ง 40 วง โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ชำระคืน วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โจทก์กับพวกจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ประเด็น
รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีที่โจทก์ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายหรือไม่ แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดอาญาฐานใด
คำวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องทุกข์ กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพียงแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาแจ้งความให้ดำเนินคดีอาญา
รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของโจทก์มีการกล่าวถึงผู้ที่ถูกกล่าวหา การเล่นแชร์ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จำนวนความเสียหาย และการที่โจทก์กับพวกระบุว่าได้รับความเสียหาย จึงมาพบพนักงานสอบสวนและ มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะดำเนินการต่อไป
ข้อความดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ในการร้องทุกข์ โจทก์ไม่จำเป็นต้องระบุอ้างฐานความผิดมาด้วย เพราะรูปคดีจะเป็นความผิดฐานใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่จะวินิจฉัย
เมื่อโจทก์ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีจำเลยที่ 1 ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงไม่ขาดอายุความ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง
ผลคดี
ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประเด็นดังกล่าว
ศาลฎีกาเห็นว่า หากวินิจฉัยเสียเองอาจมีผลจำกัดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของคู่ความ จึงสมควรให้ดำเนินการตามลำดับชั้นศาล
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อที่ยังไม่ได้วินิจฉัย แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
สรุป
สาระสำคัญของฎีกานี้อยู่ที่ การร้องทุกข์ต้องดูจากเจตนาและข้อความที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวน ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว และผู้ร้องทุกข์ไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิดเอง
ดังนั้น การไม่ได้เขียนว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด “ฐานฉ้อโกง” หรือฐานใดโดยเฉพาะ ไม่ทำให้การร้องทุกข์เสียไป หากข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้เสียหายกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและประสงค์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิด
อย่างไรก็ตาม ฎีกานี้ ไม่ได้วางหลักว่าการลงบันทึกประจำวันทุกกรณีเป็นคำร้องทุกข์ แต่ต้องพิจารณาข้อความและเจตนาที่ปรากฏในแต่ละกรณี
ฎีกาย่อ
การร้องทุกข์นั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดรูปแบบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เป็นแต่ต้องได้ความว่าเป็นการแสดงเจตนาให้ดำเนินคดีอาญา คดีนี้โจทก์เป็นผู้ร่วมเล่นแชร์เป็นเงินจำนวนมากในวงแชร์ที่จำเลยที่ 1 เท้าแชร์เพิ่งประกาศล้มวงแชร์ โดยยังไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยที่ 1 การที่โจทก์มาแจ้งความตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี มีข้อความว่า "...โจทก์กับพวก (ระบุชื่อ) ได้พากันมาสถานีตำรวจแจ้งว่า ผู้แจ้งทั้งหมดได้ร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเท้าแชร์ โจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน 2,061,190 บาท (และพวกโจทก์ส่งเงินให้จำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ระบุ) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2564... ทราบว่าเท้าแชร์ไม่สามารถจ่ายเงินได้ จนมาถึงวันนี้... ไม่สามารถจ่ายคืนได้ เป็นเหตุให้พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวน มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย... ร้อยตำรวจเอก ล. รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรขุนทะเล ได้รับแจ้งรับคำร้องทุกข์ไว้แล้วจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป..." แสดงให้เห็นแล้วว่าโจทก์ซึ่งยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ลักษณะแห่งความผิด พฤติการณ์ที่ความผิดนั้นได้กระทำลง จำนวนความเสียหายของโจทก์ และการที่ระบุว่า "...พวกผู้แจ้งได้รับความเสียหาย จึงพากันมาพบพนักงานสอบสวนมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย..." แสดงว่าโจทก์มีความประสงค์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ให้ได้รับโทษตามกฎหมาย ทั้งพนักงานสอบสวนผู้รับแจ้งก็รับว่าจะไปดำเนินการต่อไป จึงเป็นคำร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) และมาตรา 123 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, มาตรา 91, มาตรา 341
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7), มาตรา 123 วรรคสอง
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4
อ้างอิง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2569
แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำค้นที่เกี่ยวข้อง: ฎีกาที่ 266/2569, คำร้องทุกข์, แจ้งความ, รายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี, ลงบันทึกประจำวัน, ไม่ระบุฐานความผิด, อายุความร้องทุกข์ 3 เดือน, ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7), มาตรา 123 วรรคสอง