ฎีกาที่ 5668/2567

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567

เรื่อง

อุทธรณ์ที่คัดลอกคำให้การเดิมมาเกือบทั้งหมด โดยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้ง เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นข้อกฎหมาย

อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง จะต้องแสดงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้เพียงใด จึงจะถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีอุทธรณ์เป็นเพียงการคัดลอกคำให้การเดิมมาเกือบทั้งหมด โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้ง ศาลอุทธรณ์จะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่

การที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) ได้นั้น ต้องมีเงื่อนไขเบื้องต้นอย่างไร

บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2)
  • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252

ข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของเจ้ามรดกในส่วนของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมดังกล่าว โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในการทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองนั้น มีสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ต่อมาจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งหมด มิได้กล่าวโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่รับไว้พิจารณา

จำเลยที่ 1 จึงฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวางหลักว่า อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์

เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น และมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว อุทธรณ์นั้นจึงเป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ดังนั้น เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามบทบัญญัติดังกล่าว

ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นย่อมเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

หลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษา

อุทธรณ์จะชอบด้วยกฎหมายได้ ต้องมิใช่เพียงยกข้ออ้างเดิมหรือคัดลอกคำให้การเดิมมาเท่านั้น แต่ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

หากไม่แสดงข้อโต้แย้งดังกล่าว ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องรับไว้พิจารณา

อีกทั้ง การดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน หากอุทธรณ์ไม่ชอบตั้งแต่ต้น ย่อมไม่มีประเด็นที่จะเข้าสู่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ และส่งผลให้ฎีกาข้ออื่นที่มิได้ผ่านการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาก่อน เป็นฎีกาที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

สรุป

อุทธรณ์ที่เป็นเพียงการคัดลอกคำให้การเดิมมาเกือบทั้งหมด โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ย่อมเป็น อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

และเมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นก็เป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า