ฎีกาที่ 610/2567 การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในคดีผู้บริโภค ดอกเบี้ย


ฎีกาศึกษา: การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในคดีผู้บริโภค

"เมื่อเจ้าหนี้รับโอนหนี้แล้วไม่รีบฟ้อง ปล่อยให้ดอกเบี้ยพอกพูน ศาลมีอำนาจไม่กำหนดดอกเบี้ยให้หลังจากวันฟ้องได้หรือไม่"

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567

 

ประเด็นข้อกฎหมาย

ผู้ประกอบธุรกิจรับโอนสิทธิเรียกร้องแล้วปล่อยปละละเลยทอดเวลาให้เนิ่นช้าก่อนนำคดีมาฟ้อง จนเป็นเหตุให้ภาระดอกเบี้ยสูงเกินกว่าต้นเงิน ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 หรือไม่ และศาลมีอำนาจไม่กำหนดดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้องให้ได้หรือไม่

 

ข้อเท็จจริง

จำเลยทั้งสองกู้ยืมเงินจากธนาคารเจ้าหนี้เดิมตั้งแต่ปี 2539 และทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2550 แต่ผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาธนาคารเจ้าหนี้เดิมโอนขายสิทธิเรียกร้องให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ และมีการโอนต่อมายังโจทก์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2557

อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2557 กลับ ทอดเวลาให้เนิ่นช้า กว่าจะนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 ซึ่งเป็นเวลาถึง 5 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าหนี้เดิมหรือโจทก์ได้พยายามใช้สิทธิบังคับชำระหนี้ในเวลาอันสมควร การทอดเวลาดังกล่าวเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดพุ่งสูงขึ้นจนเกินกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ

 

คำวินิจฉัยศาลฎีกา (วางบรรทัดฐาน)

1.     มาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจ: พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 บัญญัติหลักเกณฑ์การใช้สิทธิของผู้ประกอบธุรกิจไว้แตกต่างและสูงกว่าหลักความสุจริตทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องมีจริยธรรม มีความรับผิดชอบ โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิในเกณฑ์ที่ด้อยกว่ามาตรฐานดังกล่าว ย่อมเท่ากับว่าเป็นการ "ใช้สิทธิไม่สุจริต" และศาลไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ผู้ที่ใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนั้นได้

2.     การทอดเวลาฟ้องคดีจนดอกเบี้ยสูงกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ: การที่เจ้าหนี้เดิมและโจทก์ (ผู้รับโอนสิทธิ) ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานกว่า 5 ปี จึงนำคดีมาฟ้อง จนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดสูงเกินไปกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ แสดงให้เห็นว่าใช้สิทธิเรียกร้องโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายของผู้บริโภค พฤติการณ์เช่นนี้ถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

3.     อำนาจศาลในการกำหนดดอกเบี้ย: เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจที่จะ ไม่กำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ย (ทั้งอัตราปกติและผิดนัด) ภายหลังจากวันฟ้องได้

 

สรุป

บริษัทบริหารสินทรัพย์หรือเจ้าหนี้ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ หากรับโอนหนี้มาแล้วปล่อยปละละเลยไม่รีบฟ้องร้องหรือบังคับชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร จนทำให้ดอกเบี้ยพอกพูนสร้างภาระแก่ลูกหนี้ (ผู้บริโภค) เกินความจำเป็น ศาลฎีกาวางแนวว่าเป็นการ "ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต" ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค และศาลมีอำนาจพิพากษา ไม่ให้คิดดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้องได้

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 610/2567

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12

พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 บัญญัติหลักแห่งการใช้สิทธิและการชำระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจแตกต่างจากการใช้สิทธิและการชำระหนี้ของบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 เพราะต้องการยกระดับมาตรฐานความสุจริตของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้สิทธิและในการชำระหนี้ให้ยิ่งไปกว่าบุคคลทั่วไปจะพึงมีตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติต่อผู้บริโภคไม่ด้อยไปกว่ามาตรฐานทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจในกิจการทำนองเดียวกันประพฤติปฏิบัติต่อผู้บริโภค ทั้งต้องมีจริยธรรมในการประกอบกิจการภายใต้ระบบธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรีและเป็นธรรม มีความรับผิดชอบ ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค อันจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในกิจการของผู้ประกอบธุรกิจควบคู่กันไป หากผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิหรือชำระหนี้ในเกณฑ์ที่ด้อยกว่ามาตรฐานความสุจริตดังกล่าวแล้ว ย่อมเท่ากับว่าผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิไม่สุจริต และศาลไม่อาจบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สิทธิไม่สุจริตเช่นนั้นได้

เมื่อข้อเท็จจริงอันเป็นที่มาแห่งการใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งประกอบธุรกิจบริษัทบริหารสินทรัพย์ และรับโอนสิทธิเรียกร้องที่ธนาคาร น. เจ้าหนี้เดิมมีอยู่ต่อจำเลยทั้งสอง ไม่ปรากฏหลักฐานแสดงรายละเอียดการชำระหนี้ของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่ธนาคาร น. ในวันใด และธนาคาร น. เจ้าหนี้เดิมอาจใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2550 ได้ตั้งแต่เวลาใด รวมถึงโจทก์ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วได้ใช้สิทธิบังคับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ในทันทีที่มีโอกาสกระทำได้หรือภายในระยะเวลาอันสมควรหรือไม่ พฤติการณ์ของธนาคาร น. เจ้าหนี้เดิมกับโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาในปี 2557 ยังคงทอดเวลาให้เนิ่นช้ากว่าจะนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 เป็นเวลาถึงห้าปีเศษ จนเป็นเหตุให้ภาระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดสูงเกินไปกว่าต้นเงินที่ค้างชำระ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้เดิมและโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บริโภค กรณีนับเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและไม่คำนึงถึงมาตรฐานทางการค้าที่เหมาะสมภายใต้ระบบธุรกิจที่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่กำหนดให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้องจึงสมควรแก่รูปคดีแล้ว

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า