จำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับ "คำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา" โดยอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งเป็นวิธีการตามกฎหมายเก่าที่ยกเลิกไปแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องขอให้ "รับรองฎีกา" (ตามกฎหมายเก่า) ที่จำเลยยื่นมานั้น ไม่สามารถแปลความหรือถือว่าเป็น "คำร้องขออนุญาตฎีกา" (ตามกฎหมายใหม่) ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
ครพ. 1020/2567
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง;
ป.วิ.พ. มาตรา 247, มาตรา 248 (เดิม)
ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า
"การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์
ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า
"การขออนุญาตฎีกา
ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์”
เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค
9 รับรองฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม)
ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา
จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย
อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว
Q&A:
ไขข้อข้องใจ "การขออนุญาตฎีกา" (จากฎีกาที่ ครพ. 1020/2567)
Q1:
ในปัจจุบัน การจะยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมาย?
A:
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 (ปัจจุบัน) กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่า การฎีกาจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ "ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" เท่านั้น
โดยคู่ความจะต้องยื่น "คำร้องขออนุญาตฎีกา" ไปพร้อมกับ "คำฟ้องฎีกา" ต่อศาลชั้นต้น ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
Q2:
หากจำเลยยื่น "คำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา"
(ตามกฎหมายเก่า) แทนที่จะยื่น "คำร้องขออนุญาตฎีกา" จะมีผลอย่างไร?
A:
การกระทำดังกล่าวถือว่า "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ในคดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ช่วย
"รับรองฎีกา" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม)
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยกเลิกไปแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำร้องลักษณะนี้ ไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกาได้
Q3:
ศาลฎีกาจะอนุโลมหรือช่วยตีความเจตนาของจำเลยที่ยื่นผิดพลาดได้หรือไม่?
A:
ไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยเคร่งครัดว่า
เมื่อคำร้องที่ยื่นมาไม่ใช่คำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมายใหม่
จึงเท่ากับว่าเป็นกรณีที่จำเลย "ยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย"
Q4:
ผลสุดท้ายของคดีจะเป็นอย่างไร หากยื่นคำร้องผิดประเภทเช่นนี้?
A:
ศาลฎีกาจะมีคำสั่ง "ไม่รับฎีกา" ของจำเลยไว้วินิจฉัย
และจำหน่ายคดีโดยสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย
ซึ่งผลก็คือจำเลยแพ้คดีตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ทันทีโดยที่ศาลฎีกายังไม่ได้พิจารณาเนื้อหาข้อเท็จจริงในคดีเลย
