ฎีกาที่ 83/2568 เลิกสัญญามาตรา 386 ผลเลิกสัญญามาตรา 391 (การตีความสัญญาที่มีเงื่อนไขขัดแย้ง และผลทางกฎหมายของการเลิกสัญญาโดยปริยาย)


ประเด็นข้อกฎหมาย:
การตีความสัญญาที่มีข้อความขัดแย้งกัน (สิทธิเลิกสัญญา), การเลิกสัญญาโดยปริยาย (เสนอ-สนองรับ), และหน้าที่ในการกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

ข้อเท็จจริง: โจทก์เป็นผู้แทนศูนย์บริการของจำเลย สัญญามีข้อตกลงขัดกันคือ ข้อ 17 ให้จำเลยบอกเลิกสัญญาได้ทันทีหากผิดสัญญา แต่ข้อ 18 กำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีหนังสือเตือนก่อน ปรากฏว่าโจทก์ไม่ส่งพนักงานเข้าฝึกอบรม (ผิดสัญญา) แต่จำเลยไม่ได้เตือนและปล่อยเวลาล่วงเลยมาถึง 2 ปี 3 เดือน จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ต่อมาโจทก์มีหนังสือตอบรับและขอให้จำเลยรับซื้ออะไหล่คืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2568 วินิจฉัยวางบรรทัดฐานว่า:

1️.การตีความสัญญาที่กำกวม: ลักษณะของสัญญาข้อ 17 (เลิกทันที) และข้อ 18 (ต้องเตือน) ไม่ชัดแจ้งและตีความได้หลายนัย ต้องตีความไปในทางสุจริตและเป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายต้องเสียในมูลหนี้ (ตาม ป.พ.พ. ม.11, ม.368) เมื่อจำเลยไม่เตือนก่อนตามข้อ 18 การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบด้วยสัญญาและ ม.386

2️.เลิกสัญญาโดยปริยาย: แม้การบอกเลิกสัญญาของจำเลยจะไม่ชอบ แต่ถือเป็น "คำเสนอ" ขอเลิกสัญญา เมื่อโจทก์มีหนังสือตอบรับและขอให้รับซื้ออะไหล่คืน พฤติการณ์ถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย มิใช่เลิกสัญญาเพราะฝ่ายใดผิดสัญญา

3️.ผลแห่งการเลิกสัญญา (กลับคืนสู่ฐานะเดิม): อะไหล่ที่โจทก์สั่งซื้อมาสำรองไว้เพื่อให้บริการตามดัชนีชี้วัดของจำเลย ถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบให้ เมื่อเลิกสัญญา จำเลยต้องรับคืนและใช้ราคาแก่โจทก์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตาม ม.391 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างข้อสัญญาเดิมเรื่องกำหนดส่งคืนภายใน 60 วันมาใช้ไม่ได้เพราะสัญญาสิ้นผลไปแล้ว

4️.ค่าเสียหาย: สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายตาม ม.391 วรรคท้าย ต้องเกิดจากการเลิกสัญญาเพราะอีกฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีนี้เป็นการสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย (ค่าขาดประโยชน์) จากจำเลยได้

📌 สรุป: สัญญาที่มีเงื่อนไขการบอกเลิกขัดกัน ต้องตีความในทางที่เป็นคุณแก่ผู้ถูกบอกเลิก หากบอกเลิกไม่ถูกต้องแต่คู่สัญญายอมรับ ถือเป็นการ "ตกลงเลิกสัญญาโดยปริยาย" คู่กรณีต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม (คืนของ-คืนเงิน) แต่จะเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 83/2568

         แม้สัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนศูนย์บริการ ข้อ 17 ให้สิทธิแก่จำเลยสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนศูนย์บริการไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาข้อใดข้อหนึ่ง แต่สัญญา ข้อ 18 กำหนดเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องมีหนังสือแจ้งเตือนแก่ศูนย์บริการแล้ว ลักษณะของสัญญาไม่ชัดแจ้งและสามารถตีความหมายได้หลายนัย ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตและที่เป็นคุณแก่โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ต้องเสียในมูลหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 11 ประกอบ มาตรา 368 แม้โจทก์จะไม่ได้ส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมกับจำเลยอันเป็นการผิดสัญญา ข้อ 9 แต่จำเลยก็มิได้ใช้สิทธิออกหนังสือเตือนตาม ข้อ 18 ถือได้ว่าจำเลยมิได้ถือเอาข้อกำหนดเงื่อนไขแห่งสัญญาที่โจทก์มิได้ส่งพนักงานไปเข้ารับการฝึกอบรมกับจำเลยเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา การที่จำเลยไม่ได้มีหนังสือเตือนโจทก์ก่อนและเพิ่งใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ภายหลังจากระยะเวลาที่โจทก์ไม่ส่งพนักงานไปฝึกอบรมกับจำเลยแล้วถึง 2 ปี 3 เดือน จึงเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาโดยไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ไม่เป็นผลให้สัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนศูนย์บริการระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันเพราะเหตุโจทก์ประพฤติผิดสัญญา คงถือได้ว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นคำเสนอขอเลิกสัญญาแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยในทำนองสนองรับการเลิกสัญญาและให้จำเลยรับซื้ออะไหล่ในสต็อกคืนกลับไปและรับอะไหล่เสียคืน และโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือขอให้จำเลยชำระเงินค่าอะไหล่ที่โจทก์ซื้อไปจากจำเลยค้างอยู่บางส่วน พฤติการณ์ต้องถือว่าโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยายนับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือของโจทก์ มิใช่สัญญาเลิกกันเพราะโจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา

ในการปฏิบัติตามสัญญาโจทก์มีความจำเป็นจะต้องซื้ออะไหล่มาเก็บไว้สำหรับใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าของจำเลยให้เสร็จภายใน 2-5 วัน ตามดัชนีชี้วัดของจำเลย อะไหล่ที่โจทก์สั่งซื้อมาและยังไม่ได้ใช้ซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าและอยู่ในความครอบครองของโจทก์ก่อนมีการเลิกสัญญาต่อกัน นับได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยส่งมอบให้แก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อสัญญาเลิกกันโจทก์มีหน้าที่ต้องส่งมอบคืนให้แก่จำเลย และจำเลยต้องใช้คืนราคาให้แก่โจทก์เพื่อกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจะอ้างว่าการซื้อขายอะไหล่ของโจทก์เป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาด หากมีกรณีต้องคืนอะไหล่โจทก์จะต้องส่งคืนอะไหล่ภายในกำหนด 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ออกใบกำกับภาษีตามสัญญาแต่งตั้งเป็นผู้แทนศูนย์บริการ ซึ่งเป็นข้อสัญญาที่สิ้นความผูกพันไปแล้วมาใช้บังคับหลังการเลิกสัญญาหาได้ไม่

สิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากสัญญาเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคท้าย ต้องเกิดจากสัญญาเลิกกันเพราะจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้วโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย เมื่อโจทก์และจำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากอะไหล่ที่โจทก์จำเป็นต้องสั่งซื้อและส่งมอบคืนแก่จำเลยได้

 

สรุปประเด็นข้อกฎหมาย: ฎีกาที่ 83/2568

1. การตีความสัญญาที่มีเงื่อนไขขัดแย้งกัน (มาตรา 11 และ 368)

  • ประเด็น: สัญญามีข้อความขัดแย้งกันเอง คือ ข้อ 17 ระบุให้บอกเลิกสัญญาได้ทันทีหากผิดสัญญา แต่ ข้อ 18 ระบุว่าต้องมีหนังสือแจ้งเตือนก่อน
  • คำวินิจฉัย: เมื่อสัญญาไม่ชัดแจ้งและตีความได้หลายนัย ต้องตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริตและ ให้เป็นคุณแก่คู่สัญญาฝ่ายที่ต้องเสียในมูลหนี้ (ในที่นี้คือโจทก์) ดังนั้น จำเลยจึงต้องมีหนังสือเตือนโจทก์ก่อนจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 18 จะใช้สิทธิเลิกทันทีตามข้อ 17 ไม่ได้

2. ความสมบูรณ์ของการบอกเลิกสัญญา (มาตรา 386)

  • ประเด็น: จำเลยอ้างเหตุผิดสัญญา (ไม่ส่งพนักงานไปอบรม) เพื่อบอกเลิกสัญญา แต่ไม่ได้ทำหนังสือเตือนก่อน และปล่อยเวลาล่วงเลยมานานถึง 2 ปี 3 เดือน
  • คำวินิจฉัย: การที่จำเลยเพิกเฉยเป็นเวลานานแสดงว่าไม่ได้ถือเอาเหตุนั้นเป็นสาระสำคัญ การบอกเลิกสัญญาโดยไม่เตือนก่อนจึงเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 และไม่มีผลให้สัญญาเลิกกันเพราะเหตุผิดสัญญานั้น

3. การเลิกสัญญาโดยปริยาย (Mutual Consent)

  • ประเด็น: หากการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย สัญญาจะสิ้นสุดลงได้อย่างไร?
  • คำวินิจฉัย: ศาลถือว่าหนังสือบอกเลิกสัญญาของจำเลยเป็นเพียง "คำเสนอขอเลิกสัญญา" เมื่อโจทก์มีหนังสือตอบรับและขอให้จำเลยรับซื้ออะไหล่คืน ถือเป็น "คำสนอง" พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าทั้งสองฝ่าย ตกลงสมัครใจเลิกสัญญากันโดยปริยาย นับแต่วันที่จำเลยได้รับหนังสือตอบรับจากโจทก์ มิใช่การเลิกสัญญาเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา

4. ผลของการเลิกสัญญาและการกลับคืนสู่ฐานะเดิม (มาตรา 391)

  • ประเด็นที่ 4.1 (หน้าที่คืนทรัพย์สิน): เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม (Restitution) อะไหล่ที่โจทก์สั่งซื้อมาเพื่อให้บริการลูกค้าตามสัญญา ถือเป็นทรัพย์สินที่ต้องส่งคืนจำเลย และจำเลยต้องใช้ราคาคืนแก่โจทก์
  • ประเด็นที่ 4.2 (ข้ออ้างเรื่องเงื่อนไขเวลา): จำเลยจะอ้างข้อสัญญาเดิมที่ระบุว่า "หากจะคืนอะไหล่ต้องคืนภายใน 60 วัน" มาปฏิเสธการรับซื้อคืนไม่ได้ เพราะเมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว ข้อตกลงในสัญญาย่อมสิ้นผลผูกพันไปด้วย
  • ประเด็นที่ 4.3 (ค่าเสียหาย): สิทธิเรียกค่าเสียหายตาม มาตรา 391 วรรคท้าย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสัญญาเลิกกันเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง "ผิดสัญญา" แต่คดีนี้เป็นการ "สมัครใจเลิกสัญญาโดยปริยาย" โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย (เช่น ค่าขาดประโยชน์) จากจำเลยได้

แสดงความคิดเห็น

ใหม่กว่า เก่ากว่า