คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๒๓/๒๕๖๒ 

               การที่จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขัง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล แม้อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด ก็ต้องอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๙๘ วรรคสาม

 

                    ตามฎีกานี้ จำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งฯ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ.๒๕๕๙ มีผลใช้บังคับแล้ว

 

เพิ่มเติม

               หากจำเลยได้รับโทษจำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หรือได้รับโทษจำคุกครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยไม่ต้องแสดงตัวในการอุทธรณ์

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

               มาตรา ๑๙๘ วรรคสาม “ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้น ให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้น เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

               ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว”